15 คำถามที่ควรถามก่อนซื้อแฟรนไชส์ เช็กให้ครบก่อนลงทุน

15 คำถามที่ควรถามเจ้าของแบรนด์ก่อนซื้อแฟรนไชส์

เจอแฟรนไชส์ที่น่าสนใจแล้ว สิ่งที่ไม่ควรทำคือถามเพียงว่า

“ค่าแฟรนไชส์เท่าไร?”

แล้วตัดสินใจจากราคา

เพราะ Franchise Fee เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการลงทุนเท่านั้น

ก่อนซื้อแฟรนไชส์ ผู้ลงทุนควรรู้ตั้งแต่เงินลงทุนทั้งหมด ผลประกอบการของโมเดล ค่าใช้จ่ายหลังเปิด ทำเล ระบบสนับสนุน Supply Chain ไปจนถึงเงื่อนไขในสัญญา

ยิ่งเป็นการลงทุนหลักแสนหรือหลักล้าน การถามคำถามให้ครบก่อนจ่ายเงินยิ่งสำคัญ

บทความนี้ FRANZBIZ รวบรวม 15 คำถามที่ควรถามเจ้าของแบรนด์ก่อนซื้อแฟรนไชส์ พร้อมอธิบายว่าแต่ละคำถามสำคัญอย่างไร และคำตอบแบบไหนที่ควรนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม


ทำไมต้องถามให้ละเอียดก่อนซื้อแฟรนไชส์?

การซื้อแฟรนไชส์ไม่เหมือนการซื้อสินค้าทั่วไป

หลังเซ็นสัญญา คุณอาจต้องทำธุรกิจกับ Franchisor ต่อเนื่องหลายปี และมีภาระผูกพันทั้งด้าน

  • ค่าใช้จ่าย
  • การซื้อวัตถุดิบ
  • มาตรฐานการดำเนินงาน
  • การใช้แบรนด์
  • การทำการตลาด
  • Territory
  • การต่อสัญญา

ดังนั้นเป้าหมายของการพูดคุยกับเจ้าของแบรนด์ไม่ควรมีแค่การถามว่า

“แบรนด์นี้ดีแค่ไหน?”

แต่ควรใช้โอกาสนี้ตรวจสอบว่า

“ข้อมูลและเงื่อนไขของธุรกิจนี้เหมาะกับการลงทุนของเราหรือไม่?”

ต่อไปนี้คือ 15 คำถามที่ควรถาม


1. เงินลงทุนทั้งหมดจนเปิดร้านจริงประมาณเท่าไร?

อย่าถามเพียง

“Franchise Fee เท่าไร?”

ควรถามว่า

“ถ้าต้องการเปิดร้านหนึ่งสาขาจนพร้อมดำเนินธุรกิจ ต้องเตรียมเงินทั้งหมดประมาณเท่าไร?”

เพราะเงินลงทุนอาจประกอบด้วย

  • Franchise Fee
  • ค่าก่อสร้างและตกแต่ง
  • Equipment
  • Furniture
  • POS
  • Initial Stock
  • ค่าเช่าล่วงหน้า
  • เงินประกันพื้นที่
  • Training
  • License
  • Pre-opening Marketing

และยังควรมี Working Capital สำหรับช่วงหลังเปิดอีกด้วย

สิ่งที่ควรได้จากแบรนด์

ควรขอ Investment Breakdown ให้เห็นว่าเงินแต่ละส่วนใช้กับอะไร

หากได้รับเพียงตัวเลขก้อนเดียว ควรถามรายละเอียดเพิ่มเติม


2. Franchise Fee ที่จ่ายไป เราได้รับอะไรบ้าง?

Franchise Fee ของแต่ละแบรนด์ครอบคลุมไม่เหมือนกัน

บางแบรนด์อาจรวม

  • สิทธิใช้แบรนด์
  • Training
  • Manual
  • Site Support
  • Opening Support
  • Design
  • Marketing Material

ขณะที่บางรายการอาจต้องจ่ายเพิ่ม

ดังนั้นอย่าดูว่า Fee ถูกหรือแพงเพียงอย่างเดียว

ให้ถามว่า

“เงินที่จ่ายไป แลกกับสิทธิและบริการอะไรบ้าง?”

จึงจะเปรียบเทียบแต่ละแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรม


3. หลังเปิดร้านแล้ว มีค่าใช้จ่ายอะไรที่ต้องจ่ายให้ส่วนกลางอีก?

นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก เพราะค่าใช้จ่ายไม่ได้จบในวันเปิดร้าน

ควรถามถึง

  • Royalty Fee
  • Marketing Fee
  • Software Fee
  • System Fee
  • Training Fee เพิ่มเติม
  • Renewal Fee
  • ค่าใช้จ่ายอื่นตามระบบ

รวมถึงถามด้วยว่าแต่ละรายการคิดแบบ

Fixed Fee หรือ Percentage of Sales

ตัวอย่างเช่น หาก Royalty 5% และ Marketing Fee 2%

นั่นหมายความว่ามีค่าธรรมเนียมรวม 7% ของยอดขาย ก่อนนำไปคำนวณค่าใช้จ่ายอื่นของร้าน


4. ปัจจุบันมีทั้งหมดกี่สาขา และเป็นสาขาประเภทไหน?

จำนวนสาขาช่วยให้เห็นพัฒนาการของระบบ แต่ไม่ควรหยุดแค่ถามว่า

“มีกี่สาขา?”

ควรถามต่อว่า

  • Company-owned กี่สาขา?
  • Franchisee-owned กี่สาขา?
  • สาขาที่เก่าแก่ที่สุดเปิดมานานเท่าไร?
  • ในช่วงที่ผ่านมาเปิดเพิ่มกี่สาขา?
  • มีสาขาที่ปิดหรือไม่?

เพราะ

“เคยเปิด 50 สาขา”

กับ

“ปัจจุบันดำเนินงานอยู่ 50 สาขา”

ให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจต่างกัน


5. มีสาขาที่ปิดไปหรือไม่ และปิดเพราะอะไร?

คำถามนี้หลายคนไม่กล้าถาม แต่มีประโยชน์มาก

การมีสาขาปิดไม่ได้หมายความว่าแฟรนไชส์ไม่ดีเสมอไป

สาขาอาจปิดจาก

  • ทำเล
  • ค่าเช่า
  • Franchisee Management
  • ยอดขาย
  • Staffing
  • หมดสัญญาเช่า
  • ปัจจัยภายนอก

สิ่งที่ควรสนใจคือ Franchisor เข้าใจสาเหตุหรือไม่ และนำข้อมูลนั้นมาปรับปรุงระบบอย่างไร

คำตอบที่อธิบายทั้งความสำเร็จและปัญหาอย่างมีเหตุผล มักมีประโยชน์ต่อการประเมินมากกว่าการบอกเพียงว่า “ทุกสาขาไปได้ดี”


6. ยอดขายและกำไรที่นำเสนอ มาจากข้อมูลอะไร?

หากได้รับข้อมูลว่า

“ยอดขายเฉลี่ย 500,000 บาท/เดือน”

อย่าเพิ่งหยุดตรงนั้น

ถามต่อว่า

เฉลี่ยจากกี่สาขา?

เป็นสาขาในทำเลประเภทไหน?

เป็นยอดขายช่วงเวลาใด?

เป็นยอดขายก่อนหรือหลัง VAT?

และที่สำคัญ

ยอดขายไม่เท่ากับกำไร

ควรขอทำความเข้าใจ Cost Structure เช่น

Revenue
– COGS
– Labor
– Rent
– Royalty
– Marketing
– Other Expenses
= Operating Profit

เพื่อดูภาพธุรกิจจริงมากขึ้น


7. ระยะเวลาคืนทุนที่แจ้ง คำนวณจากสมมติฐานอะไร?

หากแบรนด์แจ้งว่า

“คืนทุนประมาณ 18 เดือน”

สิ่งที่ควรถามต่อทันทีคือ

“คำนวณจากยอดขายและกำไรเท่าไร?”

เพราะ Payback ขึ้นอยู่กับสมมติฐานหลายตัว เช่น

  • เงินลงทุน
  • Monthly Sales
  • Gross Margin
  • Rent
  • Labor
  • Royalty
  • Operating Expenses

ตัวเลข Payback จึงควรใช้เป็น ประมาณการภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่คำรับประกันผลตอบแทน


8. สำนักงานใหญ่ช่วยเรื่องทำเลอย่างไร?

สำหรับธุรกิจหน้าร้าน ทำเลอาจเป็นหนึ่งในตัวแปรที่สำคัญที่สุด

ถามให้ชัดว่า Franchisor

  • ช่วยหาทำเลหรือไม่?
  • มีเกณฑ์เลือกทำเลหรือไม่?
  • วิเคราะห์ Traffic หรือไม่?
  • ดู Demographic หรือไม่?
  • วิเคราะห์คู่แข่งหรือไม่?
  • อนุมัติทำเลก่อนเซ็นสัญญาเช่าหรือไม่?

คำถามสำคัญอีกข้อคือ

“ถ้าแบรนด์อนุมัติทำเล หมายความว่าการันตียอดขายหรือไม่?”

โดยทั่วไปการอนุมัติทำเลไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการรับประกันผลประกอบการ


9. Franchisee จะได้รับ Training อะไรบ้าง?

อย่าถามแค่

“มีอบรมไหม?”

ควรถามว่า

  • อบรมกี่วัน?
  • ใครต้องเข้าอบรม?
  • มีค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่?
  • อบรมที่ไหน?
  • มีทั้ง Theory และ Practice หรือไม่?
  • มีการประเมินก่อนเปิดหรือไม่?

หัวข้อ Training อาจครอบคลุม

  • Product
  • Operation
  • Stock
  • POS
  • Customer Service
  • People Management
  • Marketing
  • Problem Solving

สำหรับผู้ลงทุนที่ไม่มีประสบการณ์ คำถามนี้ยิ่งสำคัญ


10. หลังเปิดร้านแล้ว Franchisor Support อะไรบ้าง?

หลายแบรนด์มี Opening Support ที่ดี

แต่สิ่งที่ควรถามเพิ่มคือ

“หลังจากเปิดไปแล้ว 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ใครดูแลเรา?”

ระบบ Support อาจประกอบด้วย

  • Franchise Consultant
  • Operational Visit
  • QA/QC
  • Marketing Support
  • New Product Training
  • Business Review
  • Troubleshooting

รวมถึงควรถามว่า Support มี ความถี่และช่องทาง อย่างไร

เพราะคำว่า “มี Support” หากไม่มีรายละเอียด อาจตีความได้กว้างมาก


11. ต้องซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าจากส่วนกลางอะไรบ้าง?

คำถามนี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและ Operation

ควรถามว่า

  • รายการไหนต้องซื้อจากส่วนกลาง?
  • รายการไหนซื้อจาก Approved Supplier?
  • รายการไหนซื้อเองในพื้นที่ได้?
  • ราคามีการปรับอย่างไร?
  • Delivery Lead Time เท่าไร?
  • มี Minimum Order หรือไม่?
  • ถ้าสินค้าขาด มีระบบสำรองอย่างไร?

อย่ามอง Supply Chain เพียงในแง่ข้อจำกัด

เพราะการควบคุมวัตถุดิบบางประเภทอาจมีเหตุผลด้าน คุณภาพและมาตรฐานของแบรนด์

สิ่งที่ต้องประเมินคือระบบนั้นมีประสิทธิภาพและต้นทุนเหมาะสมหรือไม่


12. มีเขตคุ้มครองพื้นที่หรือ Territory หรือไม่?

ถามให้ชัดว่า

“ถ้าเปิดสาขานี้ จะมีแฟรนไชส์สาขาอื่นมาเปิดใกล้เราได้แค่ไหน?”

Territory อาจกำหนดจาก

  • รัศมี
  • เขต
  • อำเภอ
  • จังหวัด
  • Population
  • Catchment Area

และบางระบบอาจไม่มี Exclusive Territory

สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจเงื่อนไขก่อนลงทุน

ไม่ใช่คาดหวังเองว่าซื้อแฟรนไชส์แล้วจะไม่มีสาขาอื่นมาเปิดใกล้กัน


13. สัญญากี่ปี และต่ออายุอย่างไร?

ถามให้ครบทั้ง

  • Contract Term
  • Renewal Period
  • Renewal Fee
  • เงื่อนไขการต่อสัญญา
  • ต้อง Renovate ร้านหรือไม่?
  • มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมหรือไม่?

ตัวอย่างเช่น

สัญญา 3 ปี แต่เงินลงทุนใช้เวลาคืนทุนตามประมาณการ 3 ปี

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจอย่างละเอียดว่า หลังจากนั้นการต่อสัญญามีเงื่อนไขอย่างไร


14. ถ้าต้องการขายกิจการหรือเลิกก่อนหมดสัญญา ทำได้หรือไม่?

หลายคนคิดถึงแต่การเข้า แต่ไม่คิดถึง Exit

ก่อนเซ็นควรถามว่า

  • สามารถขายสาขาต่อได้หรือไม่?
  • Franchisor ต้องอนุมัติผู้ซื้อใหม่หรือไม่?
  • มี Transfer Fee หรือไม่?
  • ถ้าต้องการเลิกก่อนหมดสัญญามีค่าใช้จ่ายอะไร?
  • หลังเลิกต้องหยุดใช้ Brand และ Know-how อย่างไร?
  • มี Non-Compete หรือไม่?

แม้วันนี้ยังไม่ได้คิดจะเลิก แต่ควรรู้เงื่อนไขไว้ตั้งแต่ก่อนลงทุน


15. ถ้าสาขาทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า Franchisor ช่วยอย่างไร?

นี่เป็นคำถามสุดท้ายที่ผมมองว่าสำคัญมาก

เพราะช่วงที่ธุรกิจดี ทุกอย่างดูง่าย

แต่คุณภาพของระบบแฟรนไชส์มักเห็นชัดขึ้นเมื่อสาขามีปัญหา

ถามว่า หากยอดขายต่ำกว่าเป้า จะมีการ

  • วิเคราะห์ยอดขายหรือไม่?
  • ตรวจ Operation หรือไม่?
  • วิเคราะห์ Local Marketing หรือไม่?
  • Review Cost หรือไม่?
  • ลงพื้นที่หรือไม่?
  • มี Action Plan หรือไม่?

ไม่ได้หมายความว่า Franchisor ต้องรับผิดชอบผลประกอบการแทน Franchisee

แต่ควรรู้ว่า ระบบ Support มีวิธีรับมือกับสาขาที่มีปัญหาอย่างไร


สรุป 15 คำถามก่อนซื้อแฟรนไชส์

ก่อนเข้าประชุมกับแบรนด์ สามารถ Save Checklist นี้ไว้ได้เลย

MONEY

1. เงินลงทุนทั้งหมดเท่าไร?
2. Franchise Fee รวมอะไรบ้าง?
3. หลังเปิดมีค่าใช้จ่ายอะไรอีก?

PERFORMANCE

4. ปัจจุบันมีกี่สาขา?
5. มีสาขาปิดหรือไม่ เพราะอะไร?
6. ยอดขายและกำไรที่นำเสนอมาจากไหน?
7. Payback คำนวณจากอะไร?

OPERATION

8. ช่วยเลือกทำเลอย่างไร?
9. Training อะไรบ้าง?
10. หลังเปิด Support อย่างไร?
11. ต้องซื้อวัตถุดิบจากไหน?

RIGHTS & AGREEMENT

12. มี Territory หรือไม่?
13. สัญญากี่ปี ต่ออย่างไร?
14. ขายต่อหรือออกจากระบบได้อย่างไร?

SUPPORT

15. ถ้ายอดขายต่ำกว่าเป้า มีระบบช่วยอย่างไร?


อย่าดูแค่ “คำตอบ” ให้ดูวิธีที่แบรนด์ตอบด้วย

สิ่งที่น่าสนใจในการพูดคุยกับ Franchisor ไม่ใช่เพียงคำตอบว่า “มี” หรือ “ไม่มี”

แต่คือ ความชัดเจนของข้อมูล

ตัวอย่างเช่น

แทนที่จะตอบว่า

“เราช่วยเรื่อง Marketing เต็มที่”

แบรนด์ที่มีระบบควรสามารถอธิบายได้ว่า

  • ใครรับผิดชอบ
  • ทำอะไร
  • ความถี่เท่าไร
  • ค่าใช้จ่ายอยู่ส่วนไหน
  • Franchisee ต้องทำอะไรเอง

เช่นเดียวกับ Training, Support, Supply Chain และ QA/QC

ยิ่งข้อมูลชัด ผู้ลงทุนยิ่งสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้


คำตอบแบบไหนที่ควรตรวจสอบเพิ่ม?

ไม่จำเป็นต้องตีความทุกคำตอบที่ไม่ชัดว่าเป็น Red Flag ทันที แต่ควรขอข้อมูลเพิ่มหากได้คำตอบลักษณะนี้บ่อย ๆ

“กำไรแน่นอน”

ถามต่อว่า จากสมมติฐานอะไร

“คืนทุนเร็วมาก”

ขอดู Calculation

“ไม่เคยมีสาขาไหนมีปัญหา”

ถามเรื่องสาขาที่ปิดหรือเปลี่ยนเจ้าของเพิ่มเติม

“สำนักงานใหญ่ดูแลทุกอย่าง”

ถามให้แยกเป็น Deliverables

“เรื่องสัญญาค่อยดูทีหลัง”

สำหรับการลงทุนมูลค่าสูง เงื่อนไขสำคัญควรถูกทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจจ่ายเงินตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง


หลังได้คำตอบครบแล้ว อย่าเพิ่งตัดสินใจทันที

การตอบครบ 15 ข้อไม่ได้หมายความว่า

“แบรนด์นี้ควรซื้อ”

แต่หมายความว่า

“ตอนนี้คุณมีข้อมูลมากพอที่จะเริ่มวิเคราะห์”

ขั้นต่อไปควรนำข้อมูลมาเปรียบเทียบเรื่อง

เงินลงทุน → รายได้ → กำไร → ROI → Payback → ทำเล → Support → สัญญา → ความเสี่ยง

โดยเฉพาะหากกำลังเปรียบเทียบหลายแบรนด์ ควรใช้เกณฑ์เดียวกันในการประเมินทุกแบรนด์


ก่อนลงทุนจริง ศึกษาให้ครบมากกว่า 15 คำถาม

การถามเจ้าของแบรนด์เป็นเพียงหนึ่งส่วนของ Due Diligence เท่านั้น

ผู้ลงทุนยังควรศึกษาภาพรวมของการลงทุน ตั้งแต่การเลือกแฟรนไชส์ให้เหมาะกับตัวเอง การวิเคราะห์งบและกำไร การคำนวณ ROI และ Payback การประเมินทำเล ตรวจสอบ Franchisor ไปจนถึงการอ่าน Franchise Agreement

หากคุณกำลังอยู่ในขั้นพิจารณาซื้อแฟรนไชส์ อ่านต่อที่ “คู่มือลงทุนแฟรนไชส์ฉบับสมบูรณ์: วิธีเลือก วิเคราะห์ และลดความเสี่ยงก่อนซื้อ” เพื่อใช้เป็น Checklist ตั้งแต่เริ่มเลือกแบรนด์จนถึงก่อนเซ็นสัญญาและเปิดร้าน


FAQ

ก่อนซื้อแฟรนไชส์ควรถามอะไรเป็นอันดับแรก?

เริ่มจากเงินลงทุนทั้งหมดและสิ่งที่รวมอยู่ใน Package เพราะช่วยให้รู้ก่อนว่า Opportunity นั้นอยู่ใน Budget ที่สามารถลงทุนได้จริงหรือไม่

ควรถามเจ้าของแฟรนไชส์เรื่องกำไรไหม?

ควรถาม แต่ควรถามถึงที่มาของตัวเลขด้วย เช่น ยอดขาย ค่าใช้จ่าย และสมมติฐานที่ใช้คำนวณ ไม่ควรดูตัวเลขกำไรเพียงตัวเดียว

ถ้าแบรนด์ไม่เปิดเผยยอดขายสาขาอื่น ยังลงทุนได้ไหม?

ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรลงทุนทันที แต่อาจต้องใช้ข้อมูลอื่นประกอบมากขึ้น เช่น Unit Economics, Cost Structure, ข้อมูลร้านต้นแบบ และการตรวจสอบธุรกิจด้วยวิธีอื่น

ควรคุยกับ Franchisee รายอื่นก่อนซื้อไหม?

หากสามารถทำได้ การพูดคุยกับ Franchisee ที่ดำเนินงานจริงสามารถช่วยให้เห็นประสบการณ์ด้าน Support, Operation และปัญหาที่เกิดขึ้นจริงเพิ่มเติมจากข้อมูลของ Franchisor

เจ้าของแบรนด์บอกว่าคืนทุน 1 ปี เชื่อได้ไหม?

ควรขอดูสมมติฐานที่ใช้คำนวณ เพราะระยะคืนทุนขึ้นอยู่กับยอดขาย กำไร เงินลงทุน และค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละสาขา

ถ้าแบรนด์ดังมาก ยังต้องถามครบทุกข้อไหม?

ควรถาม เพราะ Brand Awareness เป็นเพียงหนึ่งปัจจัยในการลงทุน ไม่ได้แทนข้อมูลด้านต้นทุน ผลตอบแทน ทำเล Support หรือเงื่อนไขในสัญญา


สรุป

ก่อนซื้อแฟรนไชส์ อย่าถามเพียง

“ค่าแฟรนไชส์เท่าไร?”

แต่ต้องเข้าใจให้ครบว่า

ลงทุนเท่าไร → ได้อะไร → ร้านทำเงินอย่างไร → มีค่าใช้จ่ายอะไร → ใคร Support → มีข้อผูกพันอะไร → ถ้าไม่เป็นไปตามแผนจะทำอย่างไร

15 คำถามในบทความนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อจับผิดเจ้าของแบรนด์

แต่มีไว้เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุน เปลี่ยนจากการตัดสินใจด้วยความรู้สึก มาเป็นการตัดสินใจด้วยข้อมูล

และยิ่งเงินลงทุนสูงเท่าไร การตรวจสอบก่อนตัดสินใจก็ควรละเอียดมากขึ้นเท่านั้น


มีงบลงทุน แต่ยังไม่รู้ว่าควรถามหรือเปรียบเทียบแบรนด์อย่างไร?

FRANZBIZ ช่วยแนะนำแฟรนไชส์และ Business Opportunity โดยพิจารณาจาก

งบลงทุน • ประเภทธุรกิจ • ทำเล • ประสบการณ์ • เป้าหมายการลงทุน

เพื่อช่วยให้คุณเริ่มต้นจากตัวเลือกที่เหมาะกับ Investor Profile และมีข้อมูลสำหรับนำไปพิจารณาต่ออย่างเป็นระบบ

ปรึกษา FRANZBIZ เพื่อค้นหาแฟรนไชส์ที่เหมาะกับคุณ

ดูแฟรนไชส์น่าลงทุน

ข่าวอื่นๆ

ROI TOOL คำนวนการคืนทุนเบื้องต้น

Total Investment งบลงทุนรวม (THB) Duration of the franchise agreement อายุสัญญา ( ใส่จำนวน ปี เช่น 3 )
Rental/ ค่าเช่า (THB)
Wage/ ค่าแรง (THB)
Material cost/ ต้นทุนวัตถุดิบ % (ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 40)
Others/ค่าใช้จ่ายอื่นๆ % ( ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 4 )
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน (THB)

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน:

My ROI is (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

TOTAL INVESTMENT งบลงทุนรวม:
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน:
Monthly Cost ต้นทุนรายเดือน:
Monthly Profit กำไรต่อเดือน:
Duration of franchise agreement อายุสัญญา:
Breakeven จุดคุ้มทุน:
ติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนแฟรนไชส์

Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253