Marketing Fee คืออะไร? เจ้าของแฟรนไชส์ควรนำไปใช้อย่างไร

Marketing Fee คืออะไร? เจ้าของแฟรนไชส์ควรนำไปใช้อย่างไร

เมื่อเริ่มพัฒนาแฟรนไชส์ หลายแบรนด์ให้ความสำคัญกับ Franchise Fee และ Royalty Fee แต่กลับมองข้าม Marketing Fee ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของระบบแฟรนไชส์

หลายครั้งผู้รับแฟรนไชส์มักถามว่า

เราจ่าย Marketing Fee ไป แล้วแบรนด์นำเงินไปทำอะไร?”

ในขณะเดียวกัน เจ้าของแฟรนไชส์ก็อาจสงสัยว่า

  • จำเป็นต้องเก็บ Marketing Fee หรือไม่
  • ควรเก็บเท่าไร
  • เงินก้อนนี้ควรนำไปใช้อย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์กับทุกสาขา

บทความนี้จะอธิบายบทบาทของ Marketing Fee และแนวทางบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Marketing Fee คืออะไร

Marketing Fee คือ

ค่าธรรมเนียมด้านการตลาดที่ผู้รับแฟรนไชส์ชำระให้เจ้าของแบรนด์เป็นประจำ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) และสนับสนุนกิจกรรมทางการตลาดของเครือข่ายแฟรนไชส์

Marketing Fee จึงแตกต่างจาก Royalty Fee เพราะเงินก้อนนี้ควรถูกนำไปใช้กับ กิจกรรมด้านการตลาดเป็นหลัก ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการบริหารระบบ

Marketing Fee ต่างจาก Royalty Fee อย่างไร

หลายคนมักเข้าใจว่าทั้งสองอย่างคือค่าใช้จ่ายประเภทเดียวกัน

แต่จริง ๆ แล้วมีหน้าที่ต่างกัน

Marketing Fee Royalty Fee
ใช้สำหรับการตลาดและสร้างแบรนด์ ใช้สำหรับบริหารและพัฒนาระบบแฟรนไชส์
สร้างการรับรู้และเพิ่มลูกค้า สนับสนุนการดำเนินงานของแฟรนไชส์
เน้นผลประโยชน์ของทุกสาขา เน้นการดูแลและพัฒนาระบบ

กล่าวง่าย ๆ

  • Royalty Fee = ดูแลระบบ
  • Marketing Fee = สร้างการเติบโตของแบรนด์

Marketing Fee ควรนำไปใช้อะไรบ้าง

  1. โฆษณาระดับประเทศ (National Campaign)

เช่น

  • Facebook Ads
  • Google Ads
  • TikTok Ads
  • YouTube
  • Influencer Marketing

เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในภาพรวม

  1. การสร้างคอนเทนต์

เช่น

  • ภาพโปรโมชั่น
  • วิดีโอ
  • บทความ SEO
  • Social Media Content
  • Graphic Design

เพื่อให้ทุกสาขาสามารถนำไปใช้งานได้

  1. การประชาสัมพันธ์ (PR)

เช่น

  • ข่าวประชาสัมพันธ์
  • บทสัมภาษณ์
  • รีวิว
  • งานเปิดตัวสินค้า
  • กิจกรรมกับสื่อ

ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและการรับรู้ของแบรนด์

  1. แคมเปญส่งเสริมการขาย

ตัวอย่าง

  • โปรโมชั่นประจำเดือน
  • Seasonal Campaign
  • Member Day
  • แคมเปญร่วมกับพาร์ตเนอร์

เพื่อกระตุ้นยอดขายของทั้งเครือข่าย

  1. การพัฒนาเครื่องมือการตลาด

เช่น

  • เว็บไซต์
  • Landing Page
  • ระบบสะสมแต้ม
  • CRM
  • LINE OA
  • Email Marketing

เป็นสินทรัพย์ทางการตลาดที่ทุกสาขาได้รับประโยชน์ร่วมกัน

Marketing Fee ควรเก็บเท่าไร

ไม่มีอัตราตายตัว

แต่โดยทั่วไปอาจกำหนดในรูปแบบ

  • เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย
  • เหมาจ่ายรายเดือน
  • หรือรวมอยู่ใน Royalty Fee ตามโมเดลธุรกิจ

สิ่งสำคัญไม่ใช่อัตราที่เรียกเก็บ แต่คือ

ผู้รับแฟรนไชส์ต้องเห็นว่าเงินที่จ่ายกลับมาสร้างมูลค่าให้ธุรกิจของตนจริง

สิ่งที่ไม่ควรนำ Marketing Fee ไปใช้

เพื่อสร้างความโปร่งใส เจ้าของแฟรนไชส์ควรกำหนดขอบเขตการใช้งบให้ชัดเจน

ไม่ควรนำ Marketing Fee ไปใช้กับ

  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของบริษัท
  • เงินเดือนฝ่ายบริหารที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตลาด
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั่วไป
  • การลงทุนที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อเครือข่ายแฟรนไชส์

หากไม่มีการสื่อสารที่ชัดเจน อาจทำให้ผู้รับแฟรนไชส์รู้สึกว่าไม่ได้รับความคุ้มค่า

ควรรายงานการใช้ Marketing Fee หรือไม่

คำตอบคือ ควร

แม้กฎหมายอาจไม่ได้กำหนดรูปแบบการรายงานไว้ แต่การสื่อสารอย่างโปร่งใสช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มาก

ตัวอย่างข้อมูลที่สามารถรายงาน ได้แก่

  • งบโฆษณาที่ใช้
  • จำนวน Reach และ Impression
  • จำนวน Lead ที่เกิดขึ้น
  • กิจกรรมการตลาดที่ดำเนินการ
  • ผลลัพธ์ของแต่ละแคมเปญ

ผู้รับแฟรนไชส์จะเห็นว่าเงินที่จ่ายถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตของแบรนด์จริง

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

“Marketing Fee คือค่าโฆษณาของสำนักงานใหญ่”

ไม่ถูกต้อง

Marketing Fee ควรถูกใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้ทั้งเครือข่าย ไม่ใช่เฉพาะสำนักงานใหญ่

เก็บ Marketing Fee แล้ว ไม่ต้องทำ Local Marketing”

ไม่จริง

การตลาดส่วนกลางช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์

แต่แต่ละสาขายังควรทำการตลาดในพื้นที่ของตนเอง เช่น การร่วมกิจกรรมชุมชน การยิงโฆษณาในรัศมีใกล้ร้าน หรือการจัดโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้าในพื้นที่

ยิ่งเก็บ Marketing Fee มาก ยิ่งดี”

ไม่เสมอไป

หากไม่มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน หรือผู้รับแฟรนไชส์ไม่เห็นผลลัพธ์ การเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงอาจกลายเป็นภาระและสร้างความไม่พอใจได้

Checklist ก่อนกำหนด Marketing Fee

ก่อนกำหนดค่าธรรมเนียมด้านการตลาด ลองตรวจสอบว่า

✅ มีแผนการตลาดส่วนกลางที่ชัดเจน

✅ มีทีมการตลาดหรือผู้รับผิดชอบโดยตรง

✅ สามารถวัดผลของแคมเปญได้

✅ มีระบบรายงานผลให้ผู้รับแฟรนไชส์

✅ งบประมาณถูกใช้เพื่อประโยชน์ของทั้งเครือข่าย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Marketing Fee จำเป็นต้องเก็บหรือไม่?

ไม่จำเป็นในทุกธุรกิจ แต่หากแบรนด์มีแผนทำการตลาดส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง การมี Marketing Fee จะช่วยให้สามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างยั่งยืน

Marketing Fee ควรแยกจาก Royalty Fee หรือรวมกันดี?

ขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจ บางแบรนด์แยกเพื่อความโปร่งใส ขณะที่บางแบรนด์รวมไว้ใน Royalty Fee เพื่อลดความซับซ้อนในการบริหาร

ผู้รับแฟรนไชส์ควรได้รับรายงานการใช้เงินหรือไม่?

ควรได้รับในระดับที่เหมาะสม เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และทำให้เห็นว่าค่าธรรมเนียมที่ชำระถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาแบรนด์จริง

สรุป

Marketing Fee ไม่ใช่เพียงค่าธรรมเนียมอีกประเภทหนึ่ง แต่เป็น งบประมาณเพื่อสร้างการเติบโตของทั้งเครือข่ายแฟรนไชส์

การบริหารเงินก้อนนี้อย่างโปร่งใส มีแผนงานที่ชัดเจน และสามารถวัดผลได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้รับแฟรนไชส์ และทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ให้ FRANZBIZ ช่วยออกแบบระบบ Marketing Fee ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

การเก็บ Marketing Fee ไม่ใช่เพียงการกำหนดตัวเลข แต่ต้องเชื่อมโยงกับกลยุทธ์การตลาด โครงสร้างรายได้ และเป้าหมายการเติบโตของแฟรนไชส์

ทีมที่ปรึกษาของ FRANZBIZ พร้อมช่วยออกแบบระบบ Marketing Fee วางแผนการตลาดส่วนกลาง และกำหนดแนวทางการบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งเจ้าของแบรนด์และผู้รับแฟรนไชส์

นัดหมายปรึกษาโครงสร้าง Franchise Business Model

👉 Marketing Feeเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลแฟรนไชส์ อ่านภาพรวมในคู่มือสร้างแฟรนไชส์ครบทุกขั้นตอน

ข่าวอื่นๆ

ROI TOOL คำนวนการคืนทุนเบื้องต้น

Total Investment งบลงทุนรวม (THB) Duration of the franchise agreement อายุสัญญา ( ใส่จำนวน ปี เช่น 3 )
Rental/ ค่าเช่า (THB)
Wage/ ค่าแรง (THB)
Material cost/ ต้นทุนวัตถุดิบ % (ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 40)
Others/ค่าใช้จ่ายอื่นๆ % ( ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 4 )
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน (THB)

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน:

My ROI is (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

TOTAL INVESTMENT งบลงทุนรวม:
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน:
Monthly Cost ต้นทุนรายเดือน:
Monthly Profit กำไรต่อเดือน:
Duration of franchise agreement อายุสัญญา:
Breakeven จุดคุ้มทุน:
ติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนแฟรนไชส์

Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253