10 Red Flags ก่อนซื้อแฟรนไชส์ สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

10 Red Flags ที่ต้องระวังก่อนตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์

“คืนทุนเร็ว”
“กำไรดี”
“แบรนด์กำลังโต”
“มีคนสนใจพื้นที่นี้หลายราย”
“ซื้อวันนี้ได้สิทธิพิเศษ”

ข้อความเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอการขายตามปกติ แต่สำหรับผู้ลงทุน สิ่งสำคัญคือ อย่าตัดสินใจจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

เพราะการซื้อแฟรนไชส์อาจเป็นการลงทุนตั้งแต่หลักหมื่น หลักแสน ไปจนถึงหลายล้านบาท และหลังจากเซ็นสัญญาแล้ว ผู้ลงทุนอาจต้องดำเนินธุรกิจภายใต้ระบบนั้นต่อเนื่องหลายปี

ก่อนตัดสินใจจึงต้องมองมากกว่า

“แบรนด์นี้น่าสนใจไหม?”

แต่ต้องถามด้วยว่า

“ข้อมูลที่ได้รับเพียงพอและสมเหตุสมผลสำหรับการตัดสินใจลงทุนหรือยัง?”

บทความนี้ FRANZBIZ รวบรวม 10 Red Flags ที่ควรระวังก่อนซื้อแฟรนไชส์ เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนรู้ว่าจุดไหนควรถามต่อ ตรวจสอบเพิ่ม หรือยังไม่ควรรีบตัดสินใจ


Red Flag ไม่ได้แปลว่า “แฟรนไชส์ไม่ดี” เสมอไป

ก่อนดูทั้ง 10 ข้อ ต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อน

การพบ Red Flag เพียงข้อเดียว ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์นั้นไม่ควรลงทุนทันที

บางเรื่องอาจเกิดจาก

  • ข้อมูลยังไม่ครบ
  • ทีมขายอธิบายไม่ชัด
  • ธุรกิจยังอยู่ในช่วงพัฒนาระบบ
  • เอกสารบางอย่างยังไม่ได้ถูกจัดเตรียม
  • รูปแบบธุรกิจมีลักษณะเฉพาะ

สิ่งที่ Red Flag บอกเราคือ

“อย่าเพิ่งตัดสินใจ จนกว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัด”

และถ้าพบหลาย Red Flags พร้อมกัน ยิ่งควรเพิ่มระดับการ Due Diligence ก่อนนำเงินไปลงทุน


Red Flag 1: การันตีกำไรหรือการันตีคืนทุน โดยไม่อธิบายสมมติฐาน

ถ้าได้ยินว่า

“ลงทุนแล้วกำไรแน่นอน”

หรือ

“คืนทุนไม่เกิน 12 เดือนแน่นอน”

ควรถามต่อทันทีว่า

ตัวเลขนี้คำนวณจากอะไร?

เพราะผลประกอบการของแต่ละสาขาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ยอดขาย
  • ทำเล
  • ค่าเช่า
  • ค่าแรง
  • COGS
  • Royalty
  • Marketing Fee
  • Competition
  • การบริหารของ Franchisee

ดังนั้นแม้แบรนด์จะมีสาขาที่คืนทุนเร็วจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าสาขาใหม่ทุกแห่งจะทำได้เหมือนกัน

ควรถามอะไรต่อ?

“Payback ที่แจ้ง ใช้ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนเท่าไร?”

“ใช้ค่าเช่าและค่าแรงเท่าไรในการคำนวณ?”

“เป็นข้อมูลจากกี่สาขา?”

“เป็น Actual Performance หรือ Projection?”

สิ่งที่ควรมองหา

ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย แต่คือ สมมติฐานที่ตรวจสอบและนำมาคำนวณต่อได้


Red Flag 2: พูดแต่ “ยอดขาย” แต่ไม่พูดเรื่อง “กำไร”

อีกหนึ่งสัญญาณที่ควรระวังคือการนำเสนอว่า

“สาขานี้ขายได้ 800,000 บาทต่อเดือน”

แต่ไม่มีข้อมูล Cost Structure ให้พิจารณา

เพราะ

ยอดขาย ≠ กำไร

ร้านอาจขายได้ 800,000 บาท แต่ถ้ามีค่าใช้จ่าย

  • วัตถุดิบ 300,000
  • ค่าแรง 150,000
  • ค่าเช่า 120,000
  • Royalty 40,000
  • Marketing Fee 16,000
  • Utilities 30,000
  • ค่าใช้จ่ายอื่น 80,000

ผลลัพธ์สุดท้ายอาจต่างจากสิ่งที่ผู้ลงทุนจินตนาการไว้มาก

ควรถามอะไรต่อ?

ขอให้แบรนด์อธิบายโครงสร้างประมาณนี้

Revenue
– COGS
– Labor
– Rent
– Royalty
– Marketing
– Operating Expenses
= Operating Profit

สิ่งที่เราต้องการรู้ไม่ใช่เพียงว่า

“ร้านขายได้เท่าไร?”

แต่คือ

“จากยอดขายนั้น มีต้นทุนอะไรบ้าง และเหลือผลตอบแทนประมาณเท่าไรภายใต้สมมติฐานที่ใช้?”


Red Flag 3: Franchise Fee ดูถูกมาก แต่ไม่บอก Total Investment

เห็นโฆษณา

“เริ่มต้นแฟรนไชส์เพียง 99,000 บาท”

อย่าเพิ่งสรุปว่าใช้เงิน 99,000 บาทแล้วเปิดร้านได้

ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นเพียง Franchise Fee หรือ Package บางส่วน

แต่ยังมี

  • Construction
  • Equipment
  • Furniture
  • Rental Deposit
  • Initial Stock
  • POS
  • License
  • Staff
  • Marketing
  • Working Capital

ตัวเลขที่ควรถามจริง ๆ คือ

“ตั้งแต่วันนี้จนเปิดร้านและมีเงินหมุนเวียนเพียงพอ ต้องเตรียมเงินประมาณเท่าไร?”

นี่คือเหตุผลที่ควรเปรียบเทียบแฟรนไชส์ด้วย Total Investment ไม่ใช่ Franchise Fee อย่างเดียว


Red Flag 4: ร้านต้นแบบยังไม่พิสูจน์โมเดล แต่รีบขยายแฟรนไชส์จำนวนมาก

แฟรนไชส์คือการนำโมเดลธุรกิจที่สามารถทำซ้ำได้ไปให้ผู้อื่นลงทุน

ดังนั้นคำถามสำคัญคือ

“โมเดลนี้ถูกพิสูจน์มาเพียงพอหรือยัง?”

ควรดูว่า

  • ร้านต้นแบบเปิดมานานเท่าไร?
  • ผ่าน High Season / Low Season หรือยัง?
  • Unit Economics เป็นอย่างไร?
  • Operation มีความเสถียรหรือไม่?
  • ระบบถูกทดลองในมากกว่าหนึ่งสถานการณ์หรือไม่?

หากธุรกิจเพิ่งเปิดไม่นาน แต่รีบขายแฟรนไชส์จำนวนมาก โดยยังไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับความสามารถในการทำซ้ำของโมเดล นี่เป็นเรื่องที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม

สิ่งที่ควรมองหา

Proven Business Model ก่อน Rapid Expansion

เพราะผู้รับแฟรนไชส์ไม่ควรกลายเป็นคนที่ต้องช่วยทดลองระบบแทนเจ้าของแบรนด์โดยไม่รู้ตัว


Red Flag 5: จำนวนสาขาเยอะ แต่ไม่บอกว่าปัจจุบันเหลือกี่สาขา

คำว่า

“ขยายมาแล้วกว่า 100 สาขา”

ฟังดูน่าสนใจ

แต่ควรถามเพิ่มว่า

ปัจจุบันเปิดดำเนินการอยู่กี่สาขา?

เพราะตัวเลข

“เคยเปิด 100 สาขา”

กับ

“ปัจจุบันมี Active 100 สาขา”

มีความหมายต่างกัน

ควรถามต่อว่า

  • Company-owned กี่สาขา?
  • Franchisee-owned กี่สาขา?
  • ปิดไปกี่สาขา?
  • ปิดเพราะอะไร?
  • Franchisee เดิมเปิดสาขาที่ 2 หรือไม่?

การมีสาขาปิดไม่ใช่เรื่องผิดปกติในโลกธุรกิจ

สิ่งสำคัญคือ เข้าใจสาเหตุและแนวโน้มของระบบ


Red Flag 6: อธิบาย Support ไม่ได้ชัดเจน

หลายแบรนด์บอกว่า

“เราดูแล Franchisee ตลอดอายุสัญญา”

เป็นประโยคที่ฟังดูดี แต่ผู้ลงทุนควรถามต่อว่า

“ดูแลอะไร และดูแลอย่างไร?”

Support ที่ชัดเจนอาจแบ่งได้เป็น

ก่อนเปิด

  • Site Selection
  • Design
  • Training
  • Recruitment Guidance
  • Pre-opening
  • Marketing Preparation

ช่วงเปิดร้าน

  • Opening Team
  • Operational Support
  • Marketing Launch

หลังเปิด

  • Franchise Consultant
  • QA/QC
  • Business Review
  • New Product Training
  • Marketing Support
  • Problem Solving

หากคำว่า “Support” ไม่สามารถแปลงออกมาเป็นกิจกรรมหรือ Deliverables ที่ชัดเจนได้ ผู้ลงทุนควรขอรายละเอียดเพิ่ม


Red Flag 7: ระบบ Supply Chain ไม่ชัด หรือพึ่งแหล่งเดียวโดยไม่มีแผนรองรับ

แฟรนไชส์บางประเภทต้องใช้วัตถุดิบจากส่วนกลางเพื่อควบคุมคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของระบบแฟรนไชส์

สิ่งที่ควรตรวจสอบไม่ใช่แค่

“บังคับซื้อหรือไม่?”

แต่คือ

  • ราคาวัตถุดิบเป็นอย่างไร?
  • Margin ของร้านยังเหมาะสมหรือไม่?
  • Lead Time เท่าไร?
  • มี Minimum Order หรือไม่?
  • ถ้าของขาดทำอย่างไร?
  • มี Supplier สำรองหรือไม่?
  • วัตถุดิบใดจำเป็นต้องควบคุมจากส่วนกลาง?

เพราะหากร้านขายได้ แต่ไม่สามารถรับสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจก็มีปัญหาได้

Supply Chain ที่ดีต้อง Balance

Quality + Cost + Availability


Red Flag 8: ไม่ให้เวลาศึกษาสัญญา หรือเงื่อนไขสำคัญไม่ชัดเจน

Franchise Agreement เป็นเอกสารสำคัญ เพราะกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง Franchisor และ Franchisee ตลอดระยะเวลาสัญญา

ผู้ลงทุนควรเข้าใจอย่างน้อย

  • Franchise Fee
  • Royalty
  • Marketing Fee
  • Contract Term
  • Renewal
  • Territory
  • Supplier Requirement
  • Transfer
  • Default
  • Termination
  • Post-Termination
  • Intellectual Property

หากเป็นการลงทุนสูง การขอเวลาอ่านและตรวจสอบเอกสารก่อนตัดสินใจถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

สิ่งที่ควรระวัง

ไม่ใช่เพียงสัญญาที่ยาว

แต่คือ เงื่อนไขสำคัญที่เราไม่เข้าใจ

ถ้ามีข้อสงสัยควรถาม และในกรณีที่มีมูลค่าหรือข้อผูกพันสูง ควรพิจารณาให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตรวจสอบก่อนลงนาม


Red Flag 9: เร่งให้จ่ายเงินด้วยความกลัวว่าจะ “เสียสิทธิ์”

ตัวอย่างเช่น

“จังหวัดนี้เหลือสิทธิ์สุดท้าย”

“มีอีกคนกำลังจะโอน”

“Promotion หมดวันนี้”

สถานการณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นจริงได้

แต่ ความเร่งด่วนไม่ควรทำให้เราข้ามขั้นตอนตรวจสอบ

โดยเฉพาะหากยังไม่รู้

  • Total Investment
  • Financial Model
  • Territory
  • Support
  • Contract Terms
  • Refund Conditions

หลักง่าย ๆ

ถ้ายังมีข้อมูลสำคัญที่ไม่รู้ อย่าให้ FOMO เป็นเหตุผลหลักในการโอนเงิน

การลงทุนที่ต้องทำต่อเนื่องหลายปี ควรตัดสินใจจากข้อมูลมากกว่าความกดดันระยะสั้น


Red Flag 10: รายได้ของระบบดูเหมือนพึ่งการขายแฟรนไชส์ใหม่มากกว่าความสำเร็จของสาขา

ข้อนี้เป็น Red Flag ที่ควรพิจารณาอย่างละเอียด

Franchisor สามารถมีรายได้จากหลายทาง เช่น

  • Franchise Fee
  • Royalty
  • Supply
  • Marketing Fee
  • Software
  • Training

การมีรายได้จาก Franchise Fee ไม่ใช่เรื่องผิด

แต่โมเดลแฟรนไชส์ที่ยั่งยืนควรมีแรงจูงใจให้สำนักงานใหญ่ต้องการเห็น Franchisee เปิดร้านและดำเนินธุรกิจได้ดีในระยะยาว

ลองถามว่า

“หลังจากขายแฟรนไชส์แล้ว รายได้และบทบาทของ Franchisor เชื่อมโยงกับการเติบโตของสาขาอย่างไร?”

ถ้าการนำเสนอเน้นเพียง

“รีบซื้อสิทธิ์ → เปิดสาขาเพิ่ม → หาคนซื้อเพิ่ม”

แต่แทบไม่พูดถึง

Unit Economics + Support + QA/QC + Franchisee Performance

ควรตรวจสอบโมเดลเพิ่มเติม


Bonus Red Flag: ตัวเราเองกำลังตัดสินใจด้วยอารมณ์หรือเปล่า?

Red Flag ไม่ได้อยู่ที่ Franchisor เสมอไป

บางครั้งอยู่ที่ Investor

เช่น

“เห็นร้านคนเยอะ เลยอยากซื้อ”

“เพื่อนบอกว่าดี”

“ชอบกินร้านนี้มาก”

“กำลังเป็นกระแส”

“กลัวคนอื่นเอาพื้นที่ไปก่อน”

ความรู้สึกสามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการหา Opportunity ได้

แต่ไม่ควรเป็นเหตุผลสุดท้ายในการลงทุน

ก่อนจ่ายเงิน ต้องกลับมาดู

Budget + Time + Experience + Financial Model + Risk

เสมอ


สรุป 10 Red Flags ก่อนซื้อแฟรนไชส์

ใช้ Checklist นี้ก่อนตัดสินใจได้เลย

🚩 1. การันตีกำไรหรือคืนทุนโดยไม่มีสมมติฐานรองรับ

🚩 2. พูดแต่ยอดขาย แต่ไม่อธิบายต้นทุนและกำไร

🚩 3. โฆษณา Franchise Fee ต่ำ แต่ไม่เปิดเผย Total Investment

🚩 4. ร้านต้นแบบยังไม่พิสูจน์โมเดล แต่เร่งขยายแฟรนไชส์

🚩 5. บอกจำนวนสาขาสูง แต่ไม่ชัดว่าปัจจุบัน Active เท่าไร

🚩 6. Support ฟังดูดี แต่ไม่มีรายละเอียด

🚩 7. Supply Chain ไม่ชัดหรือไม่มีแผนรองรับ

🚩 8. สัญญาหรือเงื่อนไขสำคัญไม่ชัดเจน

🚩 9. ใช้ความเร่งด่วนกดดันให้จ่ายเงินก่อนตรวจสอบ

🚩 10. โมเดลดูเน้นขายแฟรนไชส์ใหม่ มากกว่าความสำเร็จของ Franchisee


เจอ Red Flag แล้วควรทำอย่างไร?

ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธแบรนด์ทันที

ให้ใช้หลัก

STOP → ASK → VERIFY → COMPARE → DECIDE

STOP
อย่าเพิ่งรีบจ่ายเงิน

ASK
ถามให้ชัดว่าประเด็นที่สงสัยคืออะไร

VERIFY
ขอข้อมูลหรือเอกสารประกอบเท่าที่เหมาะสม

COMPARE
เปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นโดยใช้เกณฑ์เดียวกัน

DECIDE
ตัดสินใจเมื่อเข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยงแล้ว


3 ระดับของ Red Flag ที่ใช้คัดกรองเบื้องต้น

เพื่อไม่ให้กลายเป็นว่า “เจออะไรก็น่ากลัวไปหมด” สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ

🟡 Yellow — ต้องถามเพิ่ม

เช่นข้อมูลยังไม่ครบ หรือคำอธิบายยังไม่ชัด

🟠 Orange — ต้อง Verify

เช่นตัวเลขผลตอบแทนสูง แต่ยังไม่มีข้อมูลรองรับ หรือข้อมูลจากหลายส่วนไม่ตรงกัน

🔴 Red — อย่าเพิ่งจ่ายเงิน

เช่นมีเงื่อนไขสำคัญที่ยังไม่เข้าใจ แต่ถูกกดดันให้ชำระเงินทันที

Framework นี้ช่วยให้ผู้ลงทุนไม่ต้องตัดสินทุกเรื่องแบบ ดี/ไม่ดี แต่ใช้ระดับความเสี่ยงในการกำหนดว่าต้องตรวจสอบมากน้อยแค่ไหน


อย่ามองแค่ Red Flags ต้องมอง Green Flags ด้วย

การวิเคราะห์แฟรนไชส์ที่ดีไม่ควรมีแต่การหาเรื่องผิดปกติ

ควรมองหาสัญญาณเชิงบวกด้วย เช่น

✓ อธิบายเงินลงทุนได้ชัดเจน

✓ บอกที่มาของตัวเลขได้

✓ ยอมพูดถึงทั้งสาขาที่สำเร็จและมีปัญหา

✓ มี SOP และ Training

✓ มี Support หลังเปิด

✓ มี QA/QC

✓ Supply Chain มีระบบ

✓ สัญญาและ Fee อธิบายได้ชัด

✓ ไม่อ้างว่าทุกสาขาจะประสบความสำเร็จเหมือนกัน

สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการหาไม่ใช่ “แฟรนไชส์ที่ไม่มีความเสี่ยง”

เพราะธุรกิจแบบนั้นไม่มี

แต่คือ

“แฟรนไชส์ที่เราสามารถเข้าใจและประเมินความเสี่ยงได้ก่อนลงทุน”


จาก Red Flags สู่การวิเคราะห์ก่อนลงทุนแบบครบระบบ

การเช็ก Red Flags เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเลือกแฟรนไชส์

ก่อนตัดสินใจจริง ยังควรวิเคราะห์ตั้งแต่

ความเหมาะสมของผู้ลงทุน → เงินลงทุน → รายได้และกำไร → ROI → Payback → ทำเล → Franchisor → สัญญา → ค่าใช้จ่ายหลังเปิด

Internal Link → Pillar 26

หากคุณกำลังเปรียบเทียบแฟรนไชส์และต้องการตรวจสอบให้ครบก่อนลงทุน อ่านต่อที่ “คู่มือลงทุนแฟรนไชส์ฉบับสมบูรณ์: วิธีเลือก วิเคราะห์ และลดความเสี่ยงก่อนซื้อ” เพื่อดูขั้นตอนการวิเคราะห์ตั้งแต่เลือกแบรนด์จนถึงก่อนเซ็นสัญญา


FAQ

Red Flag ของแฟรนไชส์คืออะไร?

คือสัญญาณหรือข้อมูลบางอย่างที่ทำให้ผู้ลงทุนควรหยุดและตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์นั้นไม่ดีหรือไม่ควรลงทุนโดยอัตโนมัติ

แฟรนไชส์การันตีคืนทุนได้ไหม?

ผู้ลงทุนควรระวังการใช้คำรับประกันผลตอบแทน และควรขอดูสมมติฐานที่ใช้คำนวณ Payback เช่น เงินลงทุน ยอดขาย กำไร และค่าใช้จ่าย

แฟรนไชส์ที่ไม่มีร้านต้นแบบควรซื้อไหม?

ควรพิจารณาความเสี่ยงให้ละเอียด เพราะยังมีข้อมูลจากการดำเนินโมเดลจริงให้ประเมินน้อยกว่าธุรกิจที่ผ่านการทดสอบแล้ว

แฟรนไชส์มีสาขาปิดถือว่าเป็น Red Flag หรือไม่?

ไม่เสมอไป ธุรกิจสามารถมีสาขาปิดได้ สิ่งสำคัญคือสาเหตุ อัตราการปิด และวิธีที่ Franchisor นำข้อมูลไปปรับปรุงระบบ

Franchise Fee ถูกผิดปกติควรระวังไหม?

ราคาต่ำไม่ใช่ Red Flag ด้วยตัวเอง แต่ควรตรวจสอบ Total Investment สิ่งที่รวมใน Package และค่าใช้จ่ายหลังเปิด

ถ้าเจอ Red Flag หลายข้อควรทำอย่างไร?

ควรชะลอการตัดสินใจ ขอข้อมูลเพิ่มเติม ตรวจสอบเอกสาร เปรียบเทียบกับตัวเลือกอื่น และพิจารณาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้องก่อนลงทุน


สรุป

ก่อนซื้อแฟรนไชส์ อย่ามองเพียงว่า

“แบรนด์นี้ดังไหม?”

“ยอดขายดีไหม?”

หรือ

“คืนทุนเร็วไหม?”

แต่ต้องมองว่า ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจมีที่มาและตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด

Red Flag ที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูผิดปกติ แต่รวมถึง

ข้อมูลไม่ชัด → ระบบไม่ชัด → Support ไม่ชัด → ค่าใช้จ่ายไม่ชัด → สัญญาไม่ชัด

และเมื่อมีเรื่องใดไม่ชัด สิ่งที่ผู้ลงทุนควรทำไม่ใช่รีบสรุปว่าแบรนด์ดีหรือไม่ดี

แต่คือ

ถามให้ชัด ตรวจสอบให้ครบ แล้วค่อยตัดสินใจ


ไม่แน่ใจว่าแฟรนไชส์ที่กำลังสนใจเหมาะกับคุณหรือไม่?

หากคุณกำลังมองหาแฟรนไชส์สำหรับลงทุน FRANZBIZ ช่วยแนะนำและคัดเลือกโอกาสการลงทุนให้เหมาะกับ

งบประมาณ • ประเภทธุรกิจ • ทำเล • ประสบการณ์ • เป้าหมายการลงทุน

เพื่อให้คุณสามารถเปรียบเทียบตัวเลือกที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน

ปรึกษา FRANZBIZ เพื่อค้นหาแฟรนไชส์ที่เหมาะกับคุณ

ดูแฟรนไชส์น่าลงทุนทั้งหมด

ข่าวอื่นๆ

ROI TOOL คำนวนการคืนทุนเบื้องต้น

Total Investment งบลงทุนรวม (THB) Duration of the franchise agreement อายุสัญญา ( ใส่จำนวน ปี เช่น 3 )
Rental/ ค่าเช่า (THB)
Wage/ ค่าแรง (THB)
Material cost/ ต้นทุนวัตถุดิบ % (ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 40)
Others/ค่าใช้จ่ายอื่นๆ % ( ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 4 )
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน (THB)

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน:

My ROI is (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

TOTAL INVESTMENT งบลงทุนรวม:
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน:
Monthly Cost ต้นทุนรายเดือน:
Monthly Profit กำไรต่อเดือน:
Duration of franchise agreement อายุสัญญา:
Breakeven จุดคุ้มทุน:
ติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนแฟรนไชส์

Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253