ROI แฟรนไชส์คืออะไร?
ก่อนตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ นักลงทุนมักถามว่า
“ลงทุนเท่านี้ จะได้ผลตอบแทนกลับมาเท่าไร?”
หนึ่งในตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามนี้คือ ROI (Return on Investment) หรือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน
ROI ช่วยเปรียบเทียบว่า เงินที่เราลงทุนไป สามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับเงินลงทุน
ตัวอย่างเช่น
ลงทุนเปิดแฟรนไชส์ทั้งหมด 1,000,000 บาท
ธุรกิจสร้างกำไรสุทธิ 200,000 บาทต่อปี
เท่ากับเงินลงทุน 1 ล้านบาท สร้างผลตอบแทนประมาณ 2 แสนบาทต่อปี หรือคิดเป็น ROI ประมาณ 20% ต่อปี
แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าดู ROI จากตัวเลขที่แบรนด์นำเสนอเพียงอย่างเดียว
เพราะก่อนจะได้ตัวเลข ROI ที่ใกล้เคียงความจริง เราต้องรู้ก่อนว่า
สูตรคำนวณ ROI แฟรนไชส์แบบง่าย
สูตรพื้นฐานคือ
ROI (%) = กำไรสุทธิจากการลงทุน ÷ เงินลงทุนทั้งหมด × 100
สมมติว่าเปิดร้านแฟรนไชส์หนึ่งแห่ง
เงินลงทุนทั้งหมด = 1,000,000 บาท
หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ร้านมีกำไรสุทธิประมาณ
250,000 บาทต่อปี
ดังนั้น
ROI = 250,000 ÷ 1,000,000 × 100
เท่ากับ
ROI = 25% ต่อปี
หมายความว่า หากธุรกิจสามารถทำผลประกอบการได้ตามสมมติฐาน เงินลงทุน 1 ล้านบาทสามารถสร้างกำไรสุทธิคิดเป็นประมาณ 25% ของเงินลงทุนต่อปี
แต่ ROI 25% ไม่ได้หมายความว่าจะได้เงินลงทุนคืนทั้งหมดภายในปีเดียว
ตรงนี้ต้องแยก ROI ออกจากอีกตัวเลขหนึ่ง คือ Payback Period หรือระยะเวลาคืนทุน
ROI กับระยะเวลาคืนทุนไม่เหมือนกัน
สองคำนี้มักถูกใช้ร่วมกัน แต่ตอบคนละคำถาม
ROI ตอบว่า
เงินที่ลงทุนไปสร้างผลตอบแทนได้กี่เปอร์เซ็นต์
ส่วน Payback Period ตอบว่า
ต้องใช้เวลาประมาณเท่าไรจึงจะได้เงินลงทุนกลับคืนมา
จากตัวอย่างเดิม
ลงทุน 1,000,000 บาท
กำไรสุทธิ 250,000 บาทต่อปี
ถ้าสมมติว่ากำไรคงที่ และไม่มีปัจจัยอื่นเพิ่มเติม
ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณคือ
1,000,000 ÷ 250,000 = 4 ปี
ดังนั้นธุรกิจนี้อาจมี
ROI ≈ 25% ต่อปี
Payback Period ≈ 4 ปี
นักลงทุนจึงไม่ควรดูเพียงว่า “คืนทุนกี่ปี” แต่ควรวิเคราะห์ทั้ง ROI + Payback + กระแสเงินสด + ความเสี่ยงของสมมติฐานประกอบกัน
ก่อนคำนวณ ROI ต้องรู้ “เงินลงทุนจริง” ก่อน
จุดที่ทำให้ ROI คลาดเคลื่อนได้มากที่สุดจุดหนึ่ง คือการใช้เงินลงทุนที่ไม่ครบมาคำนวณ
สมมติแบรนด์แจ้งว่า
Franchise Fee 200,000 บาท
ไม่ได้หมายความว่าคุณใช้เงินลงทุนเพียง 200,000 บาท
เพราะการเปิดร้านจริงอาจยังมี
ดังนั้นก่อนคำนวณ ROI ต้องหาให้ได้ก่อนว่า
Total Initial Investment หรือเงินลงทุนเริ่มต้นจริงทั้งหมดเท่าไร
ยิ่งใช้ตัวเลขเงินลงทุนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ROI ที่คำนวณออกมาก็จะดูดีเกินจริง
ตัวอย่างคำนวณ ROI ร้านแฟรนไชส์
ลองดูตัวอย่างที่ใกล้กับการเปิดร้านจริงมากขึ้น
เงินลงทุนเริ่มต้น
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| Franchise Fee | 150,000 บาท |
| ค่าตกแต่งร้าน | 350,000 บาท |
| อุปกรณ์ | 250,000 บาท |
| เงินประกัน/ค่าเช่าล่วงหน้า | 100,000 บาท |
| วัตถุดิบเริ่มต้น | 50,000 บาท |
| ค่าใช้จ่ายก่อนเปิดร้าน | 50,000 บาท |
| เงินทุนหมุนเวียน | 150,000 บาท |
| รวม | 1,100,000 บาท |
สมมติร้านมียอดขายเฉลี่ย 250,000 บาทต่อเดือน
แต่ยอดขายไม่ใช่กำไร
หลังหัก
วัตถุดิบ + ค่าแรง + ค่าเช่า + Royalty Fee + Marketing Fee + ค่าสาธารณูปโภค + ค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น ๆ
เหลือกำไรสุทธิเฉลี่ย 25,000 บาทต่อเดือน
กำไรสุทธิต่อปีจึงเท่ากับ
25,000 × 12 = 300,000 บาท
ROI โดยประมาณคือ
300,000 ÷ 1,100,000 × 100 = 27.27%
หรือประมาณ
ROI 27.3% ต่อปี
ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่า การคำนวณ ROI ต้องเริ่มจาก กำไร ไม่ใช่ยอดขาย
ร้านที่มียอดขายสูง ไม่ได้หมายความว่าจะมี ROI สูงเสมอไป
อย่าใช้ “ยอดขาย” คำนวณ ROI
นี่เป็นหนึ่งในจุดที่นักลงทุนมือใหม่ควรระวัง
สมมติลงทุน 1 ล้านบาท
แบรนด์บอกว่าร้านมียอดขายประมาณ 300,000 บาทต่อเดือน
บางคนอาจรู้สึกทันทีว่า
“ยอดขายเดือนละ 3 แสน ลงทุนล้านเดียว น่าสนใจมาก”
แต่สิ่งที่ต้องถามต่อคือ
แล้วเหลือกำไรจริงเท่าไร?
เพราะจากยอดขาย 300,000 บาท อาจต้องหัก
วัตถุดิบ 100,000 บาท
ค่าแรง 60,000 บาท
ค่าเช่า 40,000 บาท
Royalty + Marketing Fee 20,000 บาท
ค่าน้ำไฟและค่าใช้จ่ายอื่น 30,000 บาท
สุดท้ายอาจเหลือกำไรเพียง 50,000 บาท
ดังนั้นการดูความคุ้มค่าของแฟรนไชส์ ต้องแยกให้ชัดระหว่าง
Revenue → Gross Profit → Operating Profit → Net Profit
โดยเฉพาะตัวเลขกำไรที่นำมาใช้คำนวณ ROI ต้องระบุให้ชัดว่าเป็นกำไรระดับใด และหักค่าใช้จ่ายอะไรไปแล้วบ้าง
ROI เท่าไรถึงเรียกว่าดี?
ไม่มีตัวเลข ROI เดียวที่สามารถบอกได้ว่าแฟรนไชส์ทุกธุรกิจ “ดี” หรือ “ไม่ดี”
เพราะต้องพิจารณาร่วมกับหลายปัจจัย เช่น
เงินลงทุน — ธุรกิจลงทุน 300,000 บาทกับ 10 ล้านบาทมีโครงสร้างความเสี่ยงต่างกัน
อายุสัญญา — ถ้าคาดว่าจะคืนทุน 4 ปี แต่สัญญาแฟรนไชส์มีอายุเพียง 3 ปี ต้องตรวจสอบเงื่อนไขการต่อสัญญาให้ดี
ความเสี่ยงของยอดขาย — ROI ที่คำนวณจากยอดขายในทำเลดีที่สุดของแบรนด์ อาจไม่ใช่ ROI ที่ร้านทั่วไปทำได้
การลงแรงของเจ้าของ — หากเจ้าของต้องทำงานเต็มเวลาในร้าน ควรพิจารณาด้วยว่ากำไรดังกล่าวรวมค่าตอบแทนของเจ้าของแล้วหรือยัง
โอกาสทางเลือกของเงินทุน — เงินก้อนเดียวกันสามารถนำไปลงทุนในทางเลือกอื่นได้หรือไม่ และมีความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างไร
เพราะฉะนั้นคำถามที่ดีกว่า
“ROI เท่าไรถึงดี?”
คือ
“ROI ที่คาดการณ์ไว้นี้สมเหตุสมผลกับเงินลงทุน ความเสี่ยง เวลา และภาระในการบริหารของเราหรือไม่?”
อย่าคำนวณ ROI แค่กรณีเดียว
เวลาประเมินแฟรนไชส์ FRANZBIZ แนะนำให้ทดลองคำนวณอย่างน้อย 3 Scenario
Best Case
ยอดขายดีกว่าที่คาด
Base Case
ยอดขายอยู่ในระดับที่มีความเป็นไปได้ตามข้อมูลที่มี
Worst Case
ยอดขายต่ำกว่าที่คาด หรือต้นทุนสูงขึ้น
ตัวอย่าง
| Scenario | กำไรสุทธิ/ปี | เงินลงทุน | ROI |
|---|---|---|---|
| Best Case | 450,000 | 1,100,000 | 40.9% |
| Base Case | 300,000 | 1,100,000 | 27.3% |
| Worst Case | 100,000 | 1,100,000 | 9.1% |
ตารางนี้อาจมีประโยชน์กว่าการเห็นเพียงข้อความว่า
“ROI 40%”
เพราะนักลงทุนจะเห็นทันทีว่า หากยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า ผลตอบแทนอาจเปลี่ยนไปมากแค่ไหน
7 ตัวเลขที่ควรถามก่อนเชื่อ ROI ของแฟรนไชส์
หากแบรนด์นำเสนอ ROI หรือประมาณการผลตอบแทน นักลงทุนควรขอรายละเอียดอย่างน้อย 7 เรื่อง
ถ้าตอบไม่ได้ว่า ROI มาจากตัวเลขอะไรบ้าง
อย่าเพิ่งใช้ ROI ตัวนั้นเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจลงทุน
ROI สูง ไม่ได้แปลว่าแฟรนไชส์นั้นเหมาะกับคุณเสมอไป
สมมติแฟรนไชส์ A มี ROI คาดการณ์ 35%
แฟรนไชส์ B มี ROI คาดการณ์ 25%
ไม่ได้หมายความว่า A ต้องดีกว่า B
แฟรนไชส์ A อาจต้องให้เจ้าของเข้าร้านทุกวัน ใช้พนักงานจำนวนมาก ยอดขายผันผวน และพึ่งพาทำเลสูง
ขณะที่แฟรนไชส์ B อาจมีระบบบริหารง่ายกว่า รายได้สม่ำเสมอกว่า และเหมาะกับเวลาที่คุณมีมากกว่า
ดังนั้นก่อนซื้อแฟรนไชส์ควรวิเคราะห์อย่างน้อย 4 ด้านพร้อมกัน
ผลตอบแทน + ความเสี่ยง + เวลาที่ต้องใช้ + ความเหมาะสมกับตัวนักลงทุน
สรุป: ROI เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
สูตร ROI ไม่ได้ซับซ้อน
ROI (%) = กำไรสุทธิ ÷ เงินลงทุนทั้งหมด × 100
สิ่งที่ยากกว่า “การกดเครื่องคิดเลข” คือการตรวจสอบว่า ตัวเลขที่นำมาใส่ในสูตรสมเหตุสมผลหรือไม่
ก่อนลงทุนแฟรนไชส์จึงควรตรวจทั้ง
เงินลงทุนจริง
ยอดขายที่เป็นไปได้
ต้นทุนทั้งหมด
กำไรสุทธิ
เงินทุนหมุนเวียน
ระยะเวลาคืนทุน
และความเสี่ยงของแต่ละ Scenario
เพราะ ROI ที่คำนวณจากสมมติฐานที่ผิด ต่อให้สูตรถูก ผลลัพธ์ก็อาจทำให้ตัดสินใจผิดได้
กำลังเลือกแฟรนไชส์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเลขที่แบรนด์ให้มาคุ้มหรือไม่?
หากคุณกำลังพิจารณาลงทุนและต้องการเข้าใจตั้งแต่งบลงทุน การเลือกแบรนด์ ไปจนถึงการวิเคราะห์ความคุ้มค่า สามารถอ่านต่อได้ที่
👉 ลงทุนแฟรนไชส์อย่างไร? คู่มือเลือกและวิเคราะห์ก่อนซื้อ
หรือพูดคุยกับ ทีม FRANZBIZ เพื่อช่วยพิจารณาแฟรนไชส์ให้เหมาะกับ งบประมาณ พื้นที่ ประสบการณ์ และเป้าหมายการลงทุนของคุณ
FAQ: คำถามเกี่ยวกับ ROI แฟรนไชส์
ROI แฟรนไชส์คำนวณอย่างไร?
นำกำไรสุทธิจากการลงทุน หารด้วยเงินลงทุนทั้งหมด แล้วคูณ 100 เพื่อแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์
ROI กับระยะเวลาคืนทุนเหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกัน ROI แสดงผลตอบแทนเทียบกับเงินลงทุน ส่วน Payback Period แสดงระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ในการได้เงินลงทุนกลับคืน
ควรใช้ยอดขายหรือกำไรในการคำนวณ ROI?
ควรใช้ กำไรที่นิยามชัดเจนและหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่ควรนำยอดขายมาคำนวณ ROI โดยตรง
ROI ที่แบรนด์แจ้งเชื่อได้หรือไม่?
ใช้เป็นข้อมูลประกอบได้ แต่ควรตรวจสอบสมมติฐาน เช่น ยอดขาย ต้นทุน ค่าเช่า ค่าแรง ค่าธรรมเนียม และเงินลงทุนทั้งหมดก่อน
ทำไมควรคำนวณหลาย Scenario?
เพราะยอดขายและต้นทุนจริงอาจไม่ตรงกับประมาณการ การคำนวณ Best / Base / Worst Case ช่วยให้เห็นว่าผลตอบแทนจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
ปรึกษาทีม FRANZBIZ / ช่วยวิเคราะห์และเลือกแฟรนไชส์ตามงบและเป้าหมายการลงทุน
Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253