แฟรนไชส์ไม่เกิน 100,000 บาท ลงทุนอะไรได้บ้าง? พร้อมวิธีเลือก

งบไม่เกิน 100,000 บาท ลงทุนแฟรนไชส์อะไรได้บ้าง?

มีเงินลงทุน ไม่เกิน 100,000 บาท อยากลงทุนแฟรนไชส์ จะเริ่มต้นได้หรือไม่?

คำตอบคือ มีโอกาสเริ่มได้ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าแฟรนไชส์ในระดับงบประมาณนี้มักไม่ใช่ร้านขนาดใหญ่หรือธุรกิจที่ต้องลงทุนตกแต่งสถานที่จำนวนมาก แต่จะเป็นโมเดลที่มีขนาดเล็ก ใช้อุปกรณ์ไม่มาก และสามารถเริ่มต้นได้ด้วยพื้นที่จำกัด

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาหารหรือเครื่องดื่มขนาดเล็ก รถเข็นหรือบูธ ธุรกิจบริการบางประเภท ธุรกิจออนไลน์ หรือโมเดลที่สามารถดำเนินงานจากที่บ้านได้

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการถามว่า

“มีแฟรนไชส์อะไรที่ราคาไม่เกิน 100,000 บาท?”

แต่ควรถามต่อว่า

“หลังรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว เงิน 100,000 บาทเพียงพอสำหรับเปิดและประคองธุรกิจจนสร้างรายได้หรือไม่?”

เพราะราคาที่แบรนด์ประกาศอาจเป็นเพียงค่าแพ็กเกจหรือค่าแฟรนไชส์บางส่วน ไม่ใช่เงินลงทุนทั้งหมดที่ผู้ลงทุนต้องใช้จริง


มีงบ 100,000 บาท ลงทุนแฟรนไชส์ได้จริงหรือ?

ได้ แต่ตัวเลือกจะมีข้อจำกัดมากกว่าแฟรนไชส์ที่ใช้งบหลายแสนหรือหลักล้าน

แฟรนไชส์ที่เหมาะกับงบระดับนี้มักมีลักษณะสำคัญคือ

  • ใช้พื้นที่ไม่มาก
  • ไม่มีค่าตกแต่งร้านสูง
  • จำนวนอุปกรณ์เริ่มต้นไม่มาก
  • ใช้พนักงานน้อย หรือเจ้าของสามารถดำเนินงานเองได้
  • ขั้นตอนการทำงานไม่ซับซ้อน
  • มีต้นทุนคงที่ต่อเดือนไม่สูง

ดังนั้น หากมีงบประมาณ 100,000 บาท การเลือก รูปแบบธุรกิจ อาจสำคัญกว่าการเริ่มต้นจากการเลือกชื่อแบรนด์

ตัวอย่างเช่น แฟรนไชส์ราคา 60,000 บาทที่ต้องเช่าพื้นที่เดือนละ 20,000 บาท อาจมีความเสี่ยงมากกว่าแฟรนไชส์ราคา 80,000 บาทที่สามารถขายจากพื้นที่เดิมของตนเองได้


แฟรนไชส์ไม่เกิน 100,000 บาท มีประเภทไหนบ้าง?

หากมองตามรูปแบบการลงทุน แฟรนไชส์งบไม่เกิน 100,000 บาทสามารถพบได้ในหลายกลุ่มธุรกิจ

1. แฟรนไชส์อาหารขนาดเล็ก

ธุรกิจอาหารเป็นหนึ่งในหมวดที่พบโมเดลลงทุนขนาดเล็กได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสินค้าที่มีขั้นตอนการผลิตไม่ซับซ้อน เช่น

  • ของทอด
  • ของทานเล่น
  • เบเกอรี่บางประเภท
  • อาหารพร้อมขาย
  • เมนู Grab & Go
  • Street Food

ข้อดีคือผู้บริโภคเข้าใจสินค้าได้ง่าย และสามารถเริ่มจากพื้นที่ขนาดเล็กได้

แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ต้นทุนวัตถุดิบ ของเสีย ค่าแรง และจำนวนลูกค้าที่ต้องขายต่อวันเพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุน

อย่าตัดสินใจเพียงเพราะค่าแฟรนไชส์ราคาถูก


2. แฟรนไชส์เครื่องดื่ม

อีกหนึ่งหมวดที่มักพบในกลุ่ม แฟรนไชส์หลักหมื่นถึงไม่เกิน 100,000 บาท คือธุรกิจเครื่องดื่ม

รูปแบบอาจเป็น

  • บูธขนาดเล็ก
  • รถเข็น
  • Takeaway
  • Shop-in-Shop
  • Counter ภายในร้านเดิม

จุดสำคัญคือทำเล เนื่องจากเครื่องดื่มหลายประเภทมีราคาขายต่อบิลไม่สูงมาก ธุรกิจจึงต้องอาศัยจำนวน Transaction ที่เพียงพอ

ก่อนลงทุนควรถามแบรนด์ให้ชัดเจนว่า

ยอดขายต่อวันประมาณเท่าไรจึงจะถึงจุดคุ้มทุน?

ไม่ใช่ดูเพียงว่า “ขายแก้วละกี่บาท กำไรต่อแก้วเท่าไร”


3. แฟรนไชส์รถเข็นหรือ Kiosk ขนาดเล็ก

สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนกับร้านเต็มรูปแบบ โมเดลรถเข็นหรือ Kiosk อาจช่วยลดเงินลงทุนเริ่มต้นได้

ต้นทุนบางส่วนที่ลดลงได้ เช่น

  • งานตกแต่งร้าน
  • ระบบภายในร้าน
  • เฟอร์นิเจอร์
  • ค่าเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบให้ดีว่า ราคาแพ็กเกจรวมตัว Kiosk หรือรถเข็นแล้วหรือไม่ รวมถึงค่าขนส่งและค่าติดตั้ง

เพราะบางครั้งตัวเลขที่เห็นในโฆษณาเป็นเพียงค่าแฟรนไชส์ แต่ยังไม่รวมอุปกรณ์สำหรับเปิดขายจริง


4. แฟรนไชส์บริการ

แฟรนไชส์ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มเสมอไป

ธุรกิจบริการบางประเภทสามารถเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนต่ำกว่า 100,000 บาทได้ เนื่องจากไม่ต้องมี Inventory จำนวนมาก เช่น ธุรกิจบริการเฉพาะทาง ธุรกิจที่ใช้ทักษะ หรือบริการที่สามารถออกไปให้บริการลูกค้านอกสถานที่ได้

ข้อดีคือเงินไม่ถูกผูกไว้กับ Stock จำนวนมาก

แต่ผู้ลงทุนต้องพิจารณาว่าโมเดลดังกล่าวต้องอาศัย ความสามารถในการขาย การหาลูกค้า หรือการลงมือทำด้วยตนเองมากน้อยแค่ไหน


5. แฟรนไชส์แบบ Home-Based หรือ Online

อีกทางเลือกสำหรับผู้มีเงินทุนจำกัดคือโมเดลที่ไม่จำเป็นต้องเช่าหน้าร้าน

เช่น ธุรกิจที่สามารถ

  • ทำจากบ้าน
  • รับ Order Online
  • ให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์
  • ใช้พื้นที่ที่มีอยู่แล้ว
  • ดำเนินงานแบบ Delivery

ข้อได้เปรียบสำคัญคือสามารถลดค่าเช่าและค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งสำหรับธุรกิจงบไม่เกิน 100,000 บาทถือเป็นเรื่องสำคัญมาก


มี 100,000 บาท ไม่ควรใช้ซื้อแฟรนไชส์ทั้งหมด

นี่เป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่นักลงทุนมือใหม่พบได้บ่อย

สมมติคุณมีเงินทั้งหมด 100,000 บาท

แล้วเลือกแฟรนไชส์ที่มีแพ็กเกจลงทุน 99,000 บาท

ในทางทฤษฎีอาจดูเหมือนว่า “งบถึง”

แต่ในทางปฏิบัติ คุณแทบไม่เหลือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นเลย

เงินลงทุนควรถูกแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 3 ส่วน

เงินที่ต้องเตรียม ใช้สำหรับ
เงินลงทุนเริ่มต้น Franchise Fee, อุปกรณ์, ระบบ, สินค้าเริ่มต้น
ค่าใช้จ่ายก่อนเปิด ค่าเช่า มัดจำ ตกแต่ง ขนส่ง ใบอนุญาต
เงินทุนหมุนเวียน ค่าเช่า ค่าแรง วัตถุดิบ การตลาด และค่าใช้จ่ายช่วงแรก

ดังนั้นคำว่า “แฟรนไชส์ราคา 99,000 บาท” ไม่ได้หมายความว่า มีเงิน 100,000 บาทแล้วจะเปิดได้เสมอไป


ค่า Franchise Fee ไม่เท่ากับเงินลงทุนทั้งหมด

เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับการค้นหาแฟรนไชส์ตามงบ

ตัวอย่างเช่น คุณอาจพบโฆษณาว่า

“ลงทุนแฟรนไชส์เริ่มต้น 39,000 บาท”

ต้องตรวจสอบต่อว่าตัวเลขดังกล่าวหมายถึงอะไร

เป็นค่า Franchise Fee อย่างเดียว?

หรือรวมอุปกรณ์แล้ว?

รวมวัตถุดิบล็อตแรกหรือไม่?

รวมค่าตกแต่งหรือยัง?

มีค่าเช่าหรือเงินประกันพื้นที่เพิ่มเติมหรือไม่?

หลังเปิดร้านต้องจ่าย Royalty Fee หรือ Marketing Fee หรือไม่?

เพราะฉะนั้นก่อนเปรียบเทียบแบรนด์ ควรเปรียบเทียบจาก Total Investment หรือเงินลงทุนรวมที่ใช้จนพร้อมเปิดธุรกิจมากกว่าดูเฉพาะ Franchise Fee

หากต้องการเข้าใจค่าใช้จ่ายในการลงทุนแฟรนไชส์ทั้งหมด สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ [คู่มือลงทุนแฟรนไชส์ฉบับสมบูรณ์: วิธีเลือก วิเคราะห์ และลดความเสี่ยงก่อนซื้อ] ซึ่งอธิบายตั้งแต่งบลงทุน การเลือกแบรนด์ ไปจนถึงการประเมินผลตอบแทนก่อนตัดสินใจ


ก่อนซื้อแฟรนไชส์ไม่เกิน 100,000 บาท ต้องดูอะไรบ้าง?

ราคาไม่ควรเป็นเกณฑ์เดียวในการตัดสินใจ

แฟรนไชส์ราคา 50,000 บาทที่ขายไม่ได้ อาจแพงกว่าแฟรนไชส์ราคา 90,000 บาทที่มีโมเดลธุรกิจเหมาะกับพื้นที่และกลุ่มลูกค้าของคุณ

ก่อนตัดสินใจควรวิเคราะห์อย่างน้อย 6 เรื่อง

1. งบลงทุนรวมจริงเท่าไร?

ขอรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากเจ้าของแบรนด์ และแยกให้ชัดว่าอะไร “รวม” และ “ไม่รวม” ในแพ็กเกจ

โดยเฉพาะ

  • Franchise Fee
  • อุปกรณ์
  • วัตถุดิบเริ่มต้น
  • ค่าขนส่ง
  • ค่าติดตั้ง
  • ค่าเช่าและเงินประกัน
  • ค่าตกแต่ง
  • ค่า POS หรือ Software
  • ค่าอบรม
  • ค่า Royalty
  • Marketing Fee

หลังรวมทั้งหมดแล้วจึงค่อยตัดสินว่าอยู่ในงบจริงหรือไม่


2. ต้องขายวันละเท่าไรถึงจะอยู่ได้?

อย่าถามเพียงว่า

“ยอดขายเฉลี่ยเท่าไร?”

ควรถามว่า

“ร้านต้องมียอดขายขั้นต่ำประมาณเท่าไรต่อเดือนจึงครอบคลุมค่าใช้จ่าย?”

จากนั้นนำมาหารเป็นยอดขายต่อวัน

ตัวอย่างเช่น หากร้านต้องมียอดขายประมาณ 60,000 บาทต่อเดือน และเปิด 30 วัน

ยอดขายเฉลี่ยที่ต้องทำคือประมาณ

60,000 ÷ 30 = 2,000 บาทต่อวัน

ถ้าสินค้ามี Average Ticket 50 บาท เท่ากับต้องมีประมาณ

40 Transactions ต่อวัน

คำถามต่อไปคือ

ทำเลที่คุณกำลังพิจารณามีโอกาสสร้างลูกค้า 40 Transactions ต่อวันหรือไม่?

นี่เป็นวิธีคิดที่มีประโยชน์กว่าการดูคำโฆษณาว่า “กำไรดี” หรือ “คืนทุนเร็ว”


3. เจ้าของต้องทำเองหรือจ้างพนักงาน?

สำหรับแฟรนไชส์งบน้อย ประเด็นนี้มีผลต่อความคุ้มค่ามาก

บางโมเดลสามารถลงทุนต่ำได้ เพราะสมมติว่า Franchisee เป็นผู้ดำเนินงานเอง

หากคุณต้องจ้างพนักงานเพิ่มตั้งแต่วันแรก โครงสร้างต้นทุนอาจเปลี่ยนทันที

ดังนั้นควรถามว่า

  • ต้องใช้พนักงานกี่คน?
  • เจ้าของต้องอยู่ร้านหรือไม่?
  • สามารถทำเป็นรายได้เสริมได้หรือไม่?
  • ต้องเปิดกี่ชั่วโมงต่อวัน?
  • ถ้าจ้างคนทั้งหมด ธุรกิจยังมีกำไรหรือไม่?

4. แบรนด์ให้อะไรมาบ้าง?

แพ็กเกจราคาถูกไม่จำเป็นต้องไม่ดี แต่ต้องเข้าใจว่าคุณได้รับอะไร

ควรตรวจสอบอย่างน้อยว่าแบรนด์มี

Training — สอนวิธีดำเนินธุรกิจหรือไม่

SOP — มีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนหรือไม่

Supply — วัตถุดิบหรือสินค้าหาซื้อจากไหน

Marketing Support — มีสื่อหรือแนวทางการตลาดให้หรือไม่

Opening Support — ช่วยช่วงเปิดร้านหรือไม่

Ongoing Support — หลังเปิดแล้วมีทีมให้คำปรึกษาหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม: แฟรนไชส์ที่ดีควรมีระบบสนับสนุนอะไรบ้าง


5. มีสาขาที่เปิดจริงหรือไม่?

หากเป็นไปได้ ควรดูสาขาที่ดำเนินงานจริงของแบรนด์

อย่าดูเพียง Presentation หรือภาพตัวอย่าง

ลองสังเกตว่า

  • มีลูกค้าจริงหรือไม่
  • สินค้าขายราคาเท่าไร
  • ใช้พนักงานกี่คน
  • ร้านใช้พื้นที่เท่าไร
  • ขั้นตอนการทำงานซับซ้อนหรือไม่
  • สาขาเปิดมานานแค่ไหน

และหากสามารถพูดคุยกับ Franchisee ปัจจุบันได้ จะช่วยให้เห็นภาพการดำเนินธุรกิจจริงมากขึ้น


6. สัญญาแฟรนไชส์สมเหตุสมผลหรือไม่?

แม้เป็นแฟรนไชส์ราคาไม่สูง ก็ควรอ่านสัญญาให้ครบ

โดยเฉพาะ

  • อายุสัญญา
  • ค่าต่อสัญญา
  • เขตพื้นที่
  • เงื่อนไขการยกเลิก
  • การซื้อวัตถุดิบ
  • ค่าธรรมเนียมต่อเนื่อง
  • สิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย

เงินลงทุนไม่สูงไม่ได้หมายความว่าควรลดขั้นตอนการตรวจสอบลง


แฟรนไชส์ราคาถูก = ความเสี่ยงต่ำ จริงหรือ?

ไม่เสมอไป

เงินที่เสียหากธุรกิจไปต่อไม่ได้อาจน้อยกว่าการลงทุนหลักล้าน แต่ความเสี่ยงของโมเดลธุรกิจยังคงมีอยู่

โดยเฉพาะแฟรนไชส์ที่มี Barrier to Entry ต่ำ มักมีคู่แข่งจำนวนมาก และผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนไปซื้อร้านอื่นได้ง่าย

จึงควรแยกคำว่า

“ลงทุนต่ำ”

ออกจาก

“ความเสี่ยงต่ำ”

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน

แฟรนไชส์ที่ดีควรมีทั้งโมเดลที่เหมาะกับงบของคุณ ตลาดที่รองรับ ระบบสนับสนุน และตัวเลขที่มีเหตุผล


ระวังคำว่า “คืนทุน 3 เดือน” หรือ “กำไรเดือนละ XX,XXX บาท”

หากพบข้อความลักษณะนี้ อย่าเพิ่งตัดสินใจจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ควรถามต่อว่า

ตัวเลขคำนวณจากอะไร?

เช่น หากแบรนด์บอกว่ารายได้ 100,000 บาทต่อเดือน ต้องแยกต่อว่า

  • ต้นทุนสินค้าเท่าไร
  • ค่าเช่าเท่าไร
  • ค่าแรงเท่าไร
  • ค่า Delivery Platform หรือ GP เท่าไร
  • ค่าน้ำไฟเท่าไร
  • Royalty เท่าไร
  • Marketing Fee เท่าไร
  • เหลือกำไรสุทธิจริงเท่าไร

ยอดขายไม่เท่ากับกำไร

และคำว่า “คืนทุนเร็ว” จะไม่มีความหมาย หากสมมติฐานยอดขายไม่สอดคล้องกับทำเลที่คุณจะเปิดจริง


ถ้ามีงบ 100,000 บาท ควรเลือกแฟรนไชส์แบบไหน?

สามารถใช้ Framework ง่าย ๆ 4 ข้อในการคัดกรอง

งบ

อย่าเลือกแพ็กเกจจนเงินหมด ควรเหลือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายก่อนเปิดและเงินทุนหมุนเวียน

เวลา

หากมีงานประจำ ควรหลีกเลี่ยงโมเดลที่ต้องให้เจ้าของอยู่ร้านตลอดเวลา เว้นแต่มีแผนจ้างพนักงานและคำนวณค่าแรงไว้แล้ว

ประสบการณ์

หากเป็นนักลงทุนมือใหม่ โมเดลที่ขั้นตอนดำเนินงานง่ายและมีระบบ Training ชัดเจนอาจเหมาะกว่าธุรกิจที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะสูง

ทำเล

อย่าเลือกแบรนด์ก่อนแล้วค่อยพยายามบังคับให้เข้ากับทำเล

ควรดูว่า ลูกค้าของแบรนด์คือใคร และลูกค้ากลุ่มนั้นมีอยู่ในพื้นที่ของคุณหรือไม่

อ่านต่อได้ที่ วิธีเลือกแฟรนไชส์ให้เหมาะกับงบ เวลา และประสบการณ์


ตัวอย่างการแบ่งงบ 100,000 บาท

สมมติว่าคุณมีเงินลงทุนทั้งหมด 100,000 บาท

แทนที่จะเลือกแพ็กเกจแฟรนไชส์ 100,000 บาทเต็มจำนวน อาจวางกรอบเบื้องต้น เช่น

รายการ ตัวอย่างงบ
ค่าแฟรนไชส์ + อุปกรณ์ 50,000–65,000
ค่าเตรียมพื้นที่/ขนส่ง/อื่น ๆ 10,000–15,000
เงินทุนหมุนเวียน 20,000–30,000
เงินสำรอง ส่วนที่เหลือ

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่สูตรตายตัว เพราะธุรกิจแต่ละประเภทมีโครงสร้างต้นทุนแตกต่างกัน

หลักสำคัญคืออย่านำเงินทั้งหมดไปลงกับ “ค่าซื้อแฟรนไชส์” จนไม่เหลือสภาพคล่องหลังเปิด


อย่าเลือกแฟรนไชส์จาก “ราคาถูกที่สุด”

ถ้ามีแบรนด์ A ราคา 39,000 บาท และแบรนด์ B ราคา 79,000 บาท

ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ A น่าลงทุนกว่าโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ควรเปรียบเทียบคือ

เงินลงทุนรวม → ค่าใช้จ่ายต่อเดือน → ยอดขายที่ต้องทำ → กำไรที่เป็นไปได้ → ระบบสนับสนุน → ความเหมาะสมกับคุณ

การเลือกแฟรนไชส์จึงควรมองที่ ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของธุรกิจ มากกว่าราคาของ Package เพียงอย่างเดียว


แล้วมีแฟรนไชส์อะไรไม่เกิน 100,000 บาทบ้าง?

ดูแฟรนไชส์ทั้งหมดในงบไม่เกิน 100,000 บาท


FAQ: คำถามเกี่ยวกับแฟรนไชส์ไม่เกิน 100,000 บาท

มีเงิน 100,000 บาท ซื้อแฟรนไชส์ได้ไหม?

ได้ มีแฟรนไชส์บางประเภทที่เริ่มต้นในงบหลักหมื่นถึงไม่เกิน 100,000 บาท โดยเฉพาะโมเดลขนาดเล็ก แต่ควรตรวจสอบเงินลงทุนรวมทั้งหมดก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ดูเฉพาะ Franchise Fee

แฟรนไชส์หลักหมื่นเหมาะกับมือใหม่ไหม?

ขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจ ระบบสนับสนุน และเวลาที่ผู้ลงทุนสามารถให้กับธุรกิจ การลงทุนต่ำไม่ได้หมายความว่าบริหารง่ายเสมอไป

ควรใช้เงิน 100,000 บาททั้งหมดลงทุนหรือไม่?

ไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่าแฟรนไชส์ ควรสำรองเงินสำหรับค่าใช้จ่ายก่อนเปิดและเงินทุนหมุนเวียนหลังเปิดธุรกิจด้วย

แฟรนไชส์ราคาถูกคืนทุนเร็วกว่าจริงไหม?

ไม่จำเป็น ระยะเวลาคืนทุนขึ้นอยู่กับกำไรจากการดำเนินงานจริง ไม่ใช่เพียงจำนวนเงินลงทุนเริ่มต้น

เลือกแฟรนไชส์ไม่เกิน 100,000 บาทอย่างไร?

เริ่มจากกำหนดงบทั้งหมด เวลาที่สามารถบริหาร พื้นที่ที่ต้องการลงทุน และประเภทธุรกิจที่สนใจ จากนั้นจึงเปรียบเทียบแบรนด์ที่ตรงกับเงื่อนไขเหล่านั้น


มีงบไม่เกิน 100,000 บาท ให้ FRANZBIZ ช่วยหาแฟรนไชส์ที่เหมาะกับคุณ

การหาแฟรนไชส์ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “แบรนด์ไหนถูกที่สุด?”

แต่ควรเริ่มจาก

คุณมีงบเท่าไร?
ต้องการลงทุนที่ไหน?
มีเวลาบริหารเองหรือไม่?
สนใจธุรกิจประเภทไหน?
พร้อมเริ่มลงทุนเมื่อไร?

FRANZBIZ รวบรวมโอกาสแฟรนไชส์หลากหลายหมวดและระดับการลงทุน เพื่อช่วยให้ผู้สนใจสามารถเปรียบเทียบตัวเลือกที่เหมาะกับงบและความต้องการของตนเองได้

มีงบไม่เกิน 100,000 บาท? ดูแฟรนไชส์ที่เหมาะกับงบของคุณ

ข่าวอื่นๆ

ROI TOOL คำนวนการคืนทุนเบื้องต้น

Total Investment งบลงทุนรวม (THB) Duration of the franchise agreement อายุสัญญา ( ใส่จำนวน ปี เช่น 3 )
Rental/ ค่าเช่า (THB)
Wage/ ค่าแรง (THB)
Material cost/ ต้นทุนวัตถุดิบ % (ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 40)
Others/ค่าใช้จ่ายอื่นๆ % ( ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 4 )
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน (THB)

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน:

My ROI is (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

TOTAL INVESTMENT งบลงทุนรวม:
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน:
Monthly Cost ต้นทุนรายเดือน:
Monthly Profit กำไรต่อเดือน:
Duration of franchise agreement อายุสัญญา:
Breakeven จุดคุ้มทุน:
ติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนแฟรนไชส์

Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253