ต้นทุนแฝงแฟรนไชส์มีอะไรบ้าง? ก่อนลงทุนต้องรู้

ต้นทุนแฝงของแฟรนไชส์คืออะไร?

เวลาเห็นแพ็กเกจแฟรนไชส์ นักลงทุนมักเริ่มจากตัวเลขหลัก ๆ เช่น

Franchise Fee 200,000 บาท
ค่าตกแต่ง 300,000 บาท
อุปกรณ์ 200,000 บาท

แล้วรวมกันเป็นงบเปิดร้าน

แต่ในความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายของการเปิดและดำเนินธุรกิจอาจไม่ได้จบแค่นั้น

ยังมีต้นทุนอีกหลายก้อนที่อาจไม่ได้ถูกพูดถึงเด่น ๆ ในหน้าโฆษณา หรือบางครั้งนักลงทุนเองเป็นฝ่ายลืมนำมาคิด

เช่น

  • เงินประกันพื้นที่
  • ค่า Service Charge
  • ค่า Software
  • ค่า Training เพิ่มเติม
  • ค่าเดินทาง
  • Pre-opening Payroll
  • ค่า Promotion ช่วงเปิดร้าน
  • ค่า Renovation
  • ค่า Renewal
  • ค่าเปลี่ยนอุปกรณ์
  • Working Capital

ต้นทุนเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็น “ต้นทุนแฝง” ในมุมของนักลงทุน เพราะอาจไม่ได้อยู่ในตัวเลขแรกที่เห็น แต่มีผลจริงต่อเงินลงทุนและระยะเวลาคืนทุน

ดังนั้นก่อนถามว่า

“แฟรนไชส์นี้ราคาเท่าไร?”

ควรถามเพิ่มว่า

“นอกจากราคาที่แจ้ง ยังมีค่าใช้จ่ายอะไรอีกบ้างตั้งแต่ก่อนเปิด ระหว่างเปิด และหลังเปิด?”


ต้นทุนแฝงไม่ได้แปลว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่แบรนด์ปิดบังเสมอไป

คำว่า “ต้นทุนแฝง” อาจทำให้เข้าใจว่าคือค่าใช้จ่ายที่ Franchisor ไม่ยอมบอก

แต่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น

หลายรายการอาจเกิดจาก

  • ทำเลที่แต่ละคนเลือกไม่เหมือนกัน
  • ขนาดร้านแตกต่างกัน
  • ค่าใช้จ่ายของศูนย์การค้า
  • จำนวนพนักงาน
  • รูปแบบการบริหาร
  • การเดินทางไป Training
  • การทำ Marketing เพิ่มในพื้นที่
  • ค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาสัญญา

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ นักลงทุนต้อง ขอ Investment Breakdown ให้ครบ และทำ Budget ของสาขาตัวเอง ไม่ใช่อาศัยเพียงตัวเลข Package


1. เงินประกันและค่าเช่าล่วงหน้า

หนึ่งในต้นทุนก้อนแรกที่นักลงทุนมักลืมคิดคือ

Security Deposit

และ

Advance Rent

สมมติค่าเช่า

50,000 บาท/เดือน

ถ้าเจ้าของพื้นที่เรียก

  • เงินประกัน 3 เดือน
  • ค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน

คุณอาจต้องจ่ายทันที

200,000 บาท

ก่อนเปิดร้าน

ทั้งที่เวลาเห็นค่าเช่าครั้งแรก คุณอาจคิดเพียง

50,000 บาท

ดังนั้นก่อนเลือกทำเล ต้องถามให้ชัดว่า

ต้องใช้เงินสดก้อนแรกเท่าไรเพื่อเข้าพื้นที่?


2. Service Charge และค่าใช้พื้นที่อื่น

ค่าเช่าที่เห็นอาจไม่ใช่ Occupancy Cost ทั้งหมด

โดยเฉพาะพื้นที่ใน Mall หรือ Community Mall อาจมี

  • Service Charge
  • Common Area Fee
  • ค่าบริหารพื้นที่
  • ค่าขยะ
  • ค่า Security
  • ค่าป้าย
  • ค่า Storage
  • ค่าใช้พื้นที่ส่วนกลาง

สมมติ Base Rent

50,000 บาท

แต่มี Service Charge อีก

10,000 บาท

และค่าอื่น

5,000 บาท

ภาระพื้นที่จริงจะกลายเป็น

65,000 บาท/เดือน

ต่างจากตัวเลขค่าเช่าที่เห็นครั้งแรกถึง 30%


3. ค่า Fit-out ที่เกินงบประมาณ

แบรนด์อาจให้ Estimate ค่าตกแต่ง

เช่น

300,000 บาท

แต่เมื่อเข้าพื้นที่จริง อาจมีงานเพิ่ม เช่น

  • ระบบไฟ
  • ระบบน้ำ
  • ปรับพื้น
  • เพิ่มกำลังไฟ
  • เดินท่อ
  • ระบบ Hood
  • งาน Fire Safety
  • งานโครงสร้าง
  • งานป้าย
  • งานแก้ไขพื้นที่เดิม

จึงทำให้ค่าตกแต่งเพิ่มจากงบที่ประเมินไว้

ตัวอย่าง

Budget เดิม 300,000 บาท

Actual Cost 420,000 บาท

เพิ่มขึ้น

120,000 บาท

ดังนั้นควรมี Contingency Budget สำหรับงานก่อสร้างและ Fit-out ด้วย


4. ค่าอุปกรณ์ที่ไม่ได้รวมใน Package

บาง Franchise Package ระบุว่า

“รวมอุปกรณ์แล้ว”

แต่ควรถามต่อว่า

รวมอะไรบ้าง?

เพราะอาจยังมีอุปกรณ์เสริมที่ต้องซื้อเอง เช่น

  • ตู้เย็นเพิ่ม
  • Freezer
  • เครื่องกรองน้ำ
  • Computer
  • Tablet
  • Printer
  • CCTV
  • Router
  • UPS
  • Storage Rack
  • อุปกรณ์ Cleaning
  • Smallwares

แม้แต่ของชิ้นเล็กหลายรายการ เมื่อรวมกันอาจกลายเป็นเงินหลักหมื่นหรือมากกว่านั้น


5. ค่า POS, Software และ Subscription รายเดือน

ธุรกิจแฟรนไชส์จำนวนมากใช้ระบบดิจิทัลในการบริหาร เช่น

  • POS
  • Inventory
  • CRM
  • Accounting
  • Ordering System
  • Delivery Integration
  • Dashboard
  • Franchise Management System

บางระบบอาจมี

Setup Fee

และ

Monthly Subscription

ตัวอย่าง

Setup = 15,000 บาท

Monthly Fee = 3,000 บาท

หนึ่งปีเท่ากับ

36,000 บาท

ยังไม่รวม Setup

หากไม่ได้ใส่ต้นทุนนี้ไว้ตั้งแต่แรก กำไรที่คำนวณอาจสูงกว่าความเป็นจริง


6. ค่า Training และค่าเดินทาง

Franchise Fee อาจรวม Training แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นักลงทุนอาจต้องจ่าย

  • ค่าเดินทาง
  • ค่าที่พัก
  • ค่าอาหาร
  • ค่าแรงพนักงานระหว่าง Training
  • ค่าเดินทางของทีม
  • Training เพิ่มเติมสำหรับพนักงานใหม่

หาก Training จัดในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้น

ดังนั้นควรถามว่า

Training ฟรี หมายถึงฟรีเฉพาะค่าหลักสูตร หรือรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว?


7. เงินเดือนพนักงานก่อนเปิดร้าน

ร้านยังไม่เปิด ไม่ได้หมายความว่ายังไม่มี Payroll

พนักงานอาจต้องเริ่มงานก่อนเปิดจริง เพื่อ

  • Training
  • Setup ร้าน
  • Stock In
  • Trial Run
  • Soft Opening
  • ซ้อม Operation

ตัวอย่าง

พนักงาน 4 คน

เงินเดือนเฉลี่ย 15,000 บาท

ถ้าเริ่มงานก่อนเปิด 2 สัปดาห์

จะมี Payroll เกิดขึ้นทันทีประมาณ

30,000 บาท

ยังไม่รวมผู้จัดการหรือ OT


8. ค่า Pre-opening Marketing

Grand Opening ไม่ได้เกิดขึ้นเอง

อาจมีค่าใช้จ่าย เช่น

  • Online Ads
  • Influencer
  • Sampling
  • Promotion
  • Banner
  • Print Material
  • Grand Opening Event

บางแบรนด์มี Marketing Material ให้

แต่ Franchisee อาจต้องเป็นผู้จ่าย Media Budget เอง

ตัวอย่าง

Artwork ฟรี
แต่ Ads Budget = 30,000 บาท

ถ้าไม่ได้ถามรายละเอียด อาจเข้าใจผิดว่า “แบรนด์ทำ Marketing ให้ทั้งหมด”


9. Royalty Fee และ Marketing Fee

แม้จะไม่ใช่ “ต้นทุนแฝง” ในระบบที่เปิดเผยชัดเจน แต่เป็นรายการที่นักลงทุนมือใหม่มักลืมใส่ใน Financial Model

ตัวอย่าง

Royalty = 5%

Marketing Fee = 2%

รวม = 7% ของยอดขาย

ถ้าร้านขาย

500,000 บาท/เดือน

ค่าธรรมเนียมรวมคือ

35,000 บาท/เดือน

หรือ

420,000 บาท/ปี

ดังนั้น Fees ต่อเนื่องสามารถมีผลต่อกำไรและ Payback อย่างมาก


10. Local Marketing ที่ Franchisee ต้องออกเอง

การจ่าย Marketing Fee ส่วนกลาง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี Local Marketing

ร้านอาจยังต้องทำ

  • Boost Post
  • Local Ads
  • Micro Influencer
  • Promotion ในพื้นที่
  • Partnership
  • Event
  • Sampling

บางแบรนด์อาจแนะนำ Budget เช่น

2–5% ของยอดขายเพิ่มเติม

ขึ้นอยู่กับระบบและตลาด

ดังนั้นควรถามให้ชัดว่า

Marketing Fee ส่วนกลางครอบคลุมอะไร และ Franchisee ยังต้องทำอะไรเพิ่มเอง?


11. Delivery Platform Fee

สำหรับ F&B โดยเฉพาะ ยอด Delivery อาจมีต้นทุนเพิ่มเติม

เช่น

  • Platform Fee
  • GP
  • Promotion
  • Discount
  • Packaging
  • Ads บน Platform

สมมติร้านมี Delivery Sales

150,000 บาท/เดือน

แต่หลังหักค่าธรรมเนียมและ Promotion แล้ว เงินที่เหลืออาจต่างจากยอดหน้าร้านมาก

ดังนั้นไม่ควรนำ Delivery Gross Sales ไปคิดกำไรโดยตรง


12. Packaging

Packaging ดูเหมือนต้นทุนเล็ก แต่ถ้ายอดขายสูงจะกลายเป็น Variable Cost สำคัญ

เช่น

กล่อง
แก้ว
ฝา
ถุง
ช้อน
Sticker
Carrier

สมมติ Packaging เฉลี่ย

8 บาท/Order

ขายวันละ 200 Orders

ต่อเดือน

8 × 200 × 30

=

48,000 บาท

หากไม่ได้รวมไว้ใน COGS หรือ Variable Cost ตัวเลขกำไรอาจผิดได้มาก


13. Waste และ Shrinkage

ต้นทุนวัตถุดิบที่คำนวณจากสูตรอาจไม่เท่ากับต้นทุนจริง

เพราะยังมี

  • ของเสีย
  • ของหมดอายุ
  • ชั่งผิด
  • ทำผิด
  • Stock หาย
  • Portion เกิน
  • Promotion
  • Staff Meal

ตัวอย่าง

Theoretical Food Cost = 30%

แต่ Actual Food Cost = 34%

ต่างกันเพียง 4%

ถ้ายอดขาย

500,000 บาท

ความต่างคือ

20,000 บาท/เดือน

หรือ 240,000 บาท/ปี

ดังนั้นการควบคุม Waste มีผลต่อ Economics มากกว่าที่คิด


14. ค่าซ่อมและบำรุงรักษา

Equipment ไม่ได้ทำงานได้ตลอดไปโดยไม่มี Maintenance

อาจมี

  • Cleaning
  • Preventive Maintenance
  • Spare Parts
  • Repair
  • Service Contract

โดยเฉพาะเครื่องจักรเฉพาะทาง เช่น

Coffee Machine
Ice Machine
Freezer
Oven
POS Hardware

หากอุปกรณ์เสีย ธุรกิจอาจมีทั้งค่าซ่อมและรายได้ที่หายไป


15. ค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ในอนาคต

อุปกรณ์มีอายุการใช้งาน

เช่น

ตู้เย็น
Computer
Tablet
Furniture
Signage
Kitchen Equipment

ดังนั้นแม้ปีแรกยังไม่เกิด แต่ควรคิดว่าในระยะยาวอาจต้อง Replacement

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Financial Plan ไม่ควรมองแค่เดือนเปิดร้าน


16. ค่า Renovation ตามมาตรฐานแบรนด์

บาง Franchise Agreement อาจมีเงื่อนไขให้สาขา Renovate เมื่อ

  • ครบจำนวนปี
  • มี Rebranding
  • CI เปลี่ยน
  • Store Concept เปลี่ยน
  • อุปกรณ์หรือ Signage ล้าสมัย

ตัวอย่าง

เปิดร้านครบ 5 ปี ต้อง Renovate

300,000 บาท

หากสัญญายาว 10 ปี ค่าใช้จ่ายนี้ควรถูกนำมาคิดใน Long-term Return ด้วย


17. Renewal Fee

Franchise Agreement มีวันสิ้นสุด

เมื่อครบสัญญาอาจมี

Renewal Fee

หรือเงื่อนไขต่ออายุอื่น

สมมติ

Contract 3 ปี

Renewal Fee = 100,000 บาท

ถ้า Payback Period ที่คำนวณไว้ประมาณ 3 ปีพอดี เงินที่ต้องจ่ายเพื่อต่อสัญญาจะมีผลต่อ Return จริงทันที


18. ค่า Transfer หรือ Exit

บางระบบอาจมีค่าใช้จ่ายหากต้องการ

  • ขายสาขา
  • โอนสิทธิ
  • เปลี่ยนเจ้าของ
  • Exit ก่อนหมดสัญญา

นักลงทุนควรรู้ตั้งแต่ก่อนซื้อว่า

หากวันหนึ่งไม่ต้องการทำต่อ สามารถขายหรือโอนธุรกิจได้หรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายเท่าไร?

เพราะ Exit Cost เป็นส่วนหนึ่งของ Risk


19. เงินทุนหมุนเวียนที่ต้องเติมเพิ่ม

แม้จะเตรียม Working Capital แล้ว แต่ถ้ายอดขายต่ำกว่า Forecast ร้านอาจต้องเติมเงินเพิ่ม

ตัวอย่าง

วาง Working Capital ไว้

200,000 บาท

แต่ร้านขาดเงินสด

เดือน 1 = 80,000
เดือน 2 = 60,000
เดือน 3 = 50,000
เดือน 4 = 40,000

รวม =

230,000 บาท

หมายความว่าเงินสำรองเดิมอาจไม่เพียงพอ

ดังนั้น Working Capital ควรถูก Stress Test ด้วย Downside Scenario


20. ค่าเสียโอกาสของเจ้าของ

ต้นทุนที่มักไม่ถูกใส่ใน Financial Model อีกอย่างคือ เวลาของเจ้าของ

สมมติร้านแสดงกำไร

50,000 บาท/เดือน

แต่เจ้าของต้องอยู่ร้านวันละ 10 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์

ควรถามว่า

ถ้าต้องจ้าง Manager มาทำงานแทนเรา กำไรจะเหลือเท่าไร?

ถ้า Manager Salary = 30,000 บาท

กำไรทางเศรษฐกิจที่เหลืออาจลดลงอย่างมาก

ดังนั้นเวลาเปรียบเทียบแฟรนไชส์ ต้องรู้ว่า Model ที่นำเสนอเป็น

Owner-operated

หรือ

Manager-operated


ตัวอย่าง: แพ็กเกจ 500,000 บาท แต่เงินจริงอาจต้องเตรียมมากกว่านั้น

สมมติแฟรนไชส์หนึ่งประกาศ

“ลงทุนเริ่มต้น 500,000 บาท”

แต่ลองรวมรายละเอียด

รายการ จำนวน
Package 500,000 บาท
Deposit + Advance Rent 150,000 บาท
งานพื้นที่เพิ่มเติม 80,000 บาท
POS / CCTV / อุปกรณ์เสริม 30,000 บาท
Pre-opening Payroll 30,000 บาท
Marketing เปิดร้าน 30,000 บาท
Working Capital 180,000 บาท
เงินที่ต้องเตรียมเบื้องต้น 1,000,000 บาท

จากคำว่า

“500,000 บาท”

จึงอาจกลายเป็น Cash Requirement ประมาณ

1 ล้านบาท

ตามสมมติฐานของตัวอย่างนี้

นี่คือเหตุผลว่าทำไมก่อนซื้อแฟรนไชส์ควรถามหา Total Cash Requirement ไม่ใช่ดูเพียง Package Price


ต้นทุนแฝงส่งผลต่อ ROI อย่างไร?

สมมติเดิม

เงินลงทุน = 1,000,000 บาท

กำไรต่อปี = 300,000 บาท

ROI =

30%

แต่พบว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก

200,000 บาท

เงินจริงกลายเป็น

1,200,000 บาท

หากกำไรยังเท่าเดิม

ROI จะเหลือ

300,000 ÷ 1,200,000 × 100

=

25%

เพียงแค่เงินลงทุนจริงเพิ่มขึ้น ROI ก็ลดลงทันที


ต้นทุนแฝงทำให้ Payback ยาวขึ้นได้

จากตัวอย่างเดิม

ลงทุน 1 ล้านบาท
กำไร 300,000 บาท/ปี

Payback แบบง่ายประมาณ

3.33 ปี

แต่ถ้าเงินลงทุนจริงเป็น

1.2 ล้านบาท

Payback จะเป็น

1,200,000 ÷ 300,000

=

4 ปี

ดังนั้นต้นทุนที่ลืมคิดเพียง 200,000 บาท สามารถทำให้คืนทุนช้าลงได้ประมาณ 8 เดือนในตัวอย่างนี้


ก่อนซื้อแฟรนไชส์ ขอค่าใช้จ่ายเป็น 3 ช่วง

วิธีหนึ่งที่ช่วยไม่ให้ลืมต้นทุนคือ แบ่งคำถามออกเป็น 3 ช่วง

BEFORE OPENING

  • Franchise Fee
  • Construction
  • Equipment
  • Deposit
  • Initial Stock
  • Training
  • Pre-opening Marketing
  • Payroll

DURING OPERATION

  • Rent
  • Labor
  • COGS
  • Royalty
  • Marketing Fee
  • Software
  • Local Marketing
  • Maintenance

FUTURE / EXIT

  • Renovation
  • Equipment Replacement
  • Renewal Fee
  • Transfer Fee
  • Exit Cost

หาก Investment Sheet ครอบคลุมครบทั้ง 3 ช่วง ความเสี่ยงที่จะลืมต้นทุนสำคัญจะลดลงมาก


Checklist ต้นทุนแฝงก่อนซื้อแฟรนไชส์

ก่อนเซ็นสัญญา ลองตรวจว่า Budget ของคุณมีรายการเหล่านี้หรือยัง

☐ เงินประกันพื้นที่
☐ ค่าเช่าล่วงหน้า
☐ Service Charge
☐ Fit-out เกิน Estimate
☐ Equipment เพิ่มเติม
☐ POS / Software
☐ ค่าเดินทาง Training
☐ เงินเดือนก่อนเปิด
☐ Opening Marketing
☐ Local Marketing
☐ Royalty Fee
☐ Marketing Fee
☐ Delivery Fee
☐ Packaging
☐ Waste
☐ Maintenance
☐ Equipment Replacement
☐ Renovation
☐ Renewal Fee
☐ Transfer / Exit Cost
☐ Working Capital เพิ่มเติม

ถ้ายังมีหลายช่องที่ตอบไม่ได้

อย่าเพิ่งสรุปว่าเงินลงทุนที่เห็นคือเงินทั้งหมดที่ต้องใช้


5 คำถามที่ควรถาม Franchisor เรื่องต้นทุน

1. ตัวเลข Total Investment รวมอะไรและไม่รวมอะไร?

ขอเป็น Breakdown ชัดเจน

2. มีค่าใช้จ่ายรายเดือนอะไรบ้าง?

รวม Royalty, Marketing, Software และค่าใช้ระบบ

3. Franchisee ปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายอะไรที่มักเกิน Estimate?

คำถามนี้ช่วยเห็น Cost จากการดำเนินงานจริงมากขึ้น

4. ในอนาคตมีค่า Renovation หรือ Renewal หรือไม่?

อย่าดูแค่ปีแรก

5. ควรเตรียม Working Capital เท่าไร?

และตัวเลขนั้นคำนวณจาก Scenario อะไร


สรุป: อย่าถามแค่ “แฟรนไชส์ราคาเท่าไร” ให้ถามว่า “ต้องเตรียมเงินจริงเท่าไร”

เวลาประเมินแฟรนไชส์ ตัวเลขหน้าโฆษณาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

สิ่งที่นักลงทุนควรทำคือมองทั้งวงจร

ก่อนเปิด

เงินก้อนแรกเท่าไร?

หลังเปิด

ต้องจ่ายอะไรทุกเดือน?

ระยะยาว

ต้อง Renovate ต่อสัญญา หรือเปลี่ยนอุปกรณ์หรือไม่?

ถ้ายอดขายต่ำกว่าเป้า

ต้องเติม Working Capital อีกเท่าไร?

เพราะต้นทุนแฝงเพียงไม่กี่รายการสามารถเปลี่ยน

Total Investment

Profit

Break-even

ROI

และ

Payback Period

ได้ทั้งหมด

ดังนั้นก่อนลงทุนแฟรนไชส์

อย่าดูแค่ “ราคาซื้อสิทธิ์” แต่ต้องรู้ “Total Cash Requirement” ตั้งแต่วันแรกจนธุรกิจสามารถเดินได้ด้วยตัวเอง


กำลังเลือกแฟรนไชส์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องเตรียมงบจริงเท่าไร?

ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรวิเคราะห์ให้ครบทั้ง ค่าเริ่มต้น ค่าใช้จ่ายประจำ เงินทุนหมุนเวียน และค่าใช้จ่ายระยะยาว

อ่านภาพรวมได้ที่:

👉 ลงทุนแฟรนไชส์อย่างไร? คู่มือเลือกและวิเคราะห์ก่อนซื้อ

หรือเข้ามา ปรึกษาและพูดคุยกับทีม FRANZBIZ เพื่อช่วยแนะนำแฟรนไชส์ให้เหมาะกับ งบประมาณ พื้นที่ ประสบการณ์ และเป้าหมายการลงทุนของคุณ

ข่าวอื่นๆ

ROI TOOL คำนวนการคืนทุนเบื้องต้น

Total Investment งบลงทุนรวม (THB) Duration of the franchise agreement อายุสัญญา ( ใส่จำนวน ปี เช่น 3 )
Rental/ ค่าเช่า (THB)
Wage/ ค่าแรง (THB)
Material cost/ ต้นทุนวัตถุดิบ % (ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 40)
Others/ค่าใช้จ่ายอื่นๆ % ( ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 4 )
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน (THB)

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน:

My ROI is (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

TOTAL INVESTMENT งบลงทุนรวม:
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน:
Monthly Cost ต้นทุนรายเดือน:
Monthly Profit กำไรต่อเดือน:
Duration of franchise agreement อายุสัญญา:
Breakeven จุดคุ้มทุน:
ติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนแฟรนไชส์

Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253