เงินลงทุนแฟรนไชส์ไม่ได้มีแค่ค่า Franchise Fee ต้องเตรียมค่าอะไรบ้าง?
เห็นโฆษณาแฟรนไชส์ว่า
“Franchise Fee 150,000 บาท”
หลายคนอาจเข้าใจว่า มีเงินประมาณ 150,000 บาทก็สามารถเปิดธุรกิจได้แล้ว
แต่ในความเป็นจริง
Franchise Fee เป็นเพียงหนึ่งในค่าใช้จ่ายของการลงทุนแฟรนไชส์
กว่าจะเปิดสาขาได้จริง ผู้ลงทุนอาจต้องเตรียมเงินสำหรับค่าก่อสร้างหรือตกแต่ง อุปกรณ์ ค่าเช่าและเงินประกัน วัตถุดิบ พนักงาน ระบบ POS การตลาดก่อนเปิดร้าน รวมถึงเงินทุนหมุนเวียนสำหรับช่วงแรกของธุรกิจ
ดังนั้นก่อนถามว่า
“ค่าแฟรนไชส์เท่าไร?”
คำถามที่ควรถามมากกว่าคือ
“เงินลงทุนทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนเปิดร้าน และมีเงินเพียงพอสำหรับดำเนินธุรกิจต่ออยู่ที่เท่าไร?”
หรือที่มักเรียกว่า
Total Investment
บทความนี้จะพาไปดูว่า เงินลงทุนแฟรนไชส์จริง ๆ มีอะไรบ้าง และควรเตรียมงบอย่างไรก่อนตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์
Franchise Fee คืออะไร?
Franchise Fee หรือค่าธรรมเนียมแรกเข้า คือเงินที่ Franchisee จ่ายให้กับเจ้าของแบรนด์เพื่อเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์และได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ใน Franchise Agreement
สิ่งที่รวมอยู่ใน Franchise Fee ของแต่ละแบรนด์อาจแตกต่างกัน เช่น
- สิทธิในการใช้แบรนด์
- สิทธิในการใช้ Business Model
- Know-how
- ระบบการดำเนินงาน
- Training
- คู่มือ
- การสนับสนุนก่อนเปิดร้าน
แต่สิ่งสำคัญคือ
Franchise Fee ไม่ได้เท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเปิดธุรกิจ
และไม่ควรนำ Franchise Fee ของแต่ละแบรนด์มาเปรียบเทียบกันโดยตรง โดยไม่ดูว่าแต่ละ Package ให้อะไรและมีค่าใช้จ่ายอื่นอีกเท่าไร
Franchise Fee ≠ Total Investment
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ
สมมติแฟรนไชส์หนึ่งมี
Franchise Fee 200,000 บาท
แต่การเปิดร้านจริงยังต้องใช้
| รายการ |
ตัวอย่าง |
| Franchise Fee |
200,000 บาท |
| ค่าตกแต่งร้าน |
300,000 บาท |
| Equipment |
200,000 บาท |
| Initial Stock |
80,000 บาท |
| เงินประกัน + ค่าเช่าล่วงหน้า |
100,000 บาท |
| ค่าใช้จ่ายก่อนเปิด |
50,000 บาท |
| Working Capital |
200,000 บาท |
| รวม |
1,130,000 บาท |
ดังนั้นแม้แบรนด์จะมี Franchise Fee เพียง 200,000 บาท แต่ผู้ลงทุนอาจต้องเตรียมเงินจริงมากกว่า 1 ล้านบาท
ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายโครงสร้างค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ต้นทุนมาตรฐานของทุกแฟรนไชส์
นี่คือเหตุผลว่าทำไมก่อนซื้อแฟรนไชส์ ควรขอ
Investment Breakdown จากเจ้าของแบรนด์ให้ครบ
เงินลงทุนแฟรนไชส์มีค่าอะไรบ้าง?
โดยทั่วไป สามารถแบ่งเงินที่ต้องเตรียมออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่
1. เงินลงทุนก่อนเปิดร้าน
เงินที่ต้องใช้เพื่อทำให้ธุรกิจพร้อมเปิด
2. ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องหลังเปิด
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นรายเดือน รายปี หรือตามยอดขาย
3. เงินทุนหมุนเวียน
เงินที่เตรียมไว้เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ในช่วงที่รายได้ยังไม่ถึงเป้าหมาย
มาดูแต่ละรายการกัน
1. Franchise Fee — ค่าธรรมเนียมแรกเข้า
นี่คือค่าใช้จ่ายที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเป็นอันดับแรก
Franchise Fee อาจเก็บแบบ
- จ่ายครั้งเดียวเมื่อเริ่มสัญญา
- จ่ายตามระยะเวลาสัญญา
- มี Renewal Fee เมื่อต่อสัญญา
จำนวนเงินขึ้นอยู่กับแบรนด์ ระบบ สิทธิที่ได้รับ และเงื่อนไขของแต่ละ Franchisor
ก่อนจ่ายควรถามให้ชัดว่า
Franchise Fee นี้รวมอะไรบ้าง?
เพราะบางแบรนด์รวม Training และ Opening Support แล้ว ขณะที่บางแบรนด์อาจคิดแยกต่างหาก
2. ค่าก่อสร้างและตกแต่งร้าน
หากแฟรนไชส์ต้องมี Physical Store ค่า Construction และ Fit-out อาจเป็นหนึ่งในต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุด
เช่น
- งานพื้น
- ผนัง
- ฝ้า
- ระบบไฟ
- ระบบน้ำ
- งานครัว
- Counter
- Furniture
- Signage
- Branding
ต้นทุนส่วนนี้ขึ้นอยู่กับ
ขนาดพื้นที่ + รูปแบบร้าน + สภาพพื้นที่เดิม + Specification ของแบรนด์
ดังนั้นตัวเลขที่ Franchisor ให้มักควรใช้เป็นกรอบประมาณการ และต้องประเมินกับพื้นที่จริงอีกครั้ง
3. ค่าอุปกรณ์
แฟรนไชส์แต่ละประเภทต้องใช้อุปกรณ์ไม่เหมือนกัน
ธุรกิจอาหารอาจต้องมี
- เตา
- ตู้เย็น
- Freezer
- เครื่องเตรียมอาหาร
- ระบบครัว
ร้านเครื่องดื่มอาจต้องมี
- เครื่องชง
- Blender
- Ice Machine
- Refrigerator
ธุรกิจบริการก็อาจมีเครื่องมือเฉพาะทางของตนเอง
ควรตรวจสอบว่า
Equipment รวมอยู่ใน Package แล้วหรือยัง?
และถ้ารวม ต้องรู้ด้วยว่าได้อะไรบ้าง
4. Initial Stock หรือวัตถุดิบล็อตแรก
ก่อนเปิดธุรกิจต้องมีสินค้าและวัตถุดิบพร้อมขาย
อาจประกอบด้วย
- วัตถุดิบ
- สินค้า
- Packaging
- Consumables
- Uniform
- อุปกรณ์สิ้นเปลือง
บางแบรนด์รวม Initial Stock ใน Package
บางแบรนด์ให้ Franchisee สั่งเพิ่มเติมภายหลัง
จึงต้องถามให้ชัดว่าเงินลงทุนที่แจ้งมา
รวม Stock สำหรับเปิดร้านแล้วหรือไม่
5. ค่าเช่าและเงินประกันพื้นที่
ค่าใช้จ่ายเรื่องทำเลเป็นอีกส่วนที่นักลงทุนมักประเมินต่ำเกินไป
ก่อนเปิดร้านอาจต้องจ่ายทั้ง
- เงินประกัน
- ค่าเช่าล่วงหน้า
- ค่าแรกเข้า
- ค่าส่วนกลาง
- ค่า Service Charge
- ค่า Utility Deposit
ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าเดือนละ 40,000 บาทไม่ได้หมายความว่าคุณเตรียม 40,000 บาทแล้วเข้าเปิดได้ทันที
หากเจ้าของพื้นที่เรียกเงินประกันและค่าเช่าล่วงหน้าหลายเดือน เงินสดที่ต้องจ่ายก่อนเปิดอาจสูงกว่าค่าเช่าหนึ่งเดือนมาก
6. ค่า POS และ Software
แฟรนไชส์สมัยใหม่จำนวนมากใช้ระบบเพื่อควบคุมมาตรฐานและข้อมูลของสาขา
เช่น
- POS
- Inventory System
- CRM
- Accounting Software
- Ordering System
- Franchise Management System
บางระบบมีทั้ง
Setup Fee + Monthly Fee
จึงต้องตรวจสอบว่าเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวหรือมีค่าใช้บริการต่อเนื่องด้วย
7. ค่าใบอนุญาตและค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย
ธุรกิจบางประเภทอาจต้องมีใบอนุญาตหรือเอกสารเพิ่มเติมตามลักษณะกิจการและพื้นที่
จึงควรตรวจสอบก่อนลงทุนว่า
- ต้องขออนุญาตอะไร
- ใครเป็นผู้ดำเนินการ
- มีค่าใช้จ่ายเท่าไร
- ใช้เวลานานแค่ไหน
อย่ารอจนตกแต่งร้านเสร็จแล้วจึงเริ่มตรวจสอบเรื่องใบอนุญาต
8. ค่าอบรมและค่าเดินทาง
แม้หลายแบรนด์จะรวม Training ไว้ใน Franchise Fee แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ลงทุนจะไม่มีค่าใช้จ่ายอื่น
อาจมี
- ค่าเดินทาง
- ที่พัก
- ค่าแรงพนักงานระหว่าง Training
- Training เพิ่มเติม
- ค่าอบรมพนักงานใหม่ในอนาคต
โดยเฉพาะกรณีที่ Training Center อยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ควรถูกนำมาคำนวณด้วย
9. ค่า Pre-opening Marketing
ก่อนเปิดร้าน ธุรกิจอาจต้องทำการตลาดเพื่อให้คนในพื้นที่รู้จัก
เช่น
- Online Ads
- Influencer
- Sampling
- Promotion
- Grand Opening
- Offline Media
บาง Franchisor มี Opening Campaign ให้
บางรายให้เพียง Artwork แล้ว Franchisee ต้องออกงบ Media เอง
ดังนั้นควรถามว่า
งบการตลาดช่วงเปิดร้านใครเป็นผู้รับผิดชอบ?
10. ค่าแรงพนักงานก่อนเปิด
พนักงานไม่ได้เริ่มมีต้นทุนในวันเปิดร้านเสมอไป
เพราะอาจต้องจ้างมาก่อนเพื่อ
- Training
- เตรียมร้าน
- ทดลองระบบ
- Soft Opening
ดังนั้นอาจมี Payroll เกิดขึ้นก่อนร้านสร้างรายได้จริง
11. Working Capital — เงินทุนหมุนเวียน
นี่เป็นหนึ่งในรายการที่สำคัญที่สุด แต่คนลงทุนใหม่มักลืมเตรียม
Working Capital คือเงินที่ใช้ประคองธุรกิจในช่วงหลังเปิดร้าน
เพราะธุรกิจไม่ได้รับประกันว่าจะสร้างยอดขายถึง Break-even ตั้งแต่เดือนแรก
คุณยังต้องจ่าย
- ค่าเช่า
- ค่าแรง
- วัตถุดิบ
- ค่าน้ำไฟ
- Marketing
- Software
- ค่าขนส่ง
- ค่าใช้จ่ายทั่วไป
แม้ยอดขายยังต่ำกว่าที่คาด
ดังนั้นก่อนลงทุนควรถามตัวเองว่า
ถ้าร้านยังไม่ทำกำไรในช่วงแรก เรามีเงินพอให้ธุรกิจเดินต่อได้นานแค่ไหน?
ค่าใช้จ่ายไม่ได้จบหลังเปิดร้าน
นอกจากเงินก้อนก่อนเปิดแล้ว Franchisee ยังต้องเข้าใจค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องด้วย
เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อกำไรและระยะเวลาคืนทุน
12. Royalty Fee
Royalty Fee คือค่าธรรมเนียมต่อเนื่องที่ Franchisee จ่ายให้ Franchisor ตามเงื่อนไขของระบบแฟรนไชส์
อาจคิดเป็น
- เปอร์เซ็นต์ยอดขาย
- จำนวนเงินคงที่
- หรือรูปแบบอื่นตามสัญญา
ตัวอย่างเช่น หาก Royalty = 5% ของยอดขาย
ยอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน
Royalty =
25,000 บาท
ค่าใช้จ่ายนี้ต้องถูกใส่ใน Financial Projection ตั้งแต่ก่อนลงทุน
13. Marketing Fee
บางระบบแฟรนไชส์มีการเก็บ Marketing Fee หรือกองทุนการตลาดส่วนกลาง
เงินส่วนนี้อาจถูกนำไปใช้กับ
- Brand Campaign
- Digital Marketing
- Production
- Promotion
- Media
- Brand Awareness
ก่อนซื้อควรถามว่า
- เก็บเท่าไร
- คิดอย่างไร
- ใช้ทำอะไร
- Franchisee ยังต้องทำ Local Marketing เพิ่มเองหรือไม่
เพราะ Marketing Fee ส่วนกลางไม่ได้หมายความว่า Franchisee จะไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการตลาดอื่นอีก
14. ค่าวัตถุดิบและ Supply Chain
หลังเปิดร้าน Franchisee ต้องซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าต่อเนื่อง
บางแบรนด์กำหนดให้ซื้อจาก
- Franchisor
- Approved Supplier
- Central Kitchen
- Distributor ที่กำหนด
จึงควรตรวจสอบทั้ง
ราคาซื้อ + Minimum Order + ค่าขนส่ง + Lead Time + Credit Term
เพราะทั้งหมดมีผลต่อ Cash Flow
15. ค่า Software รายเดือน
หากระบบมี POS, CRM หรือ Software อื่น อาจมี Subscription รายเดือนหรือรายปี
แม้แต่ค่าใช้จ่ายหลักพันบาท เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นหลายรายการก็มีผลต่อกำไรของร้าน
16. Renewal Fee
Franchise Agreement มีระยะเวลา
เช่น 3 ปี 5 ปี หรือระยะอื่นตามแต่ละระบบ
เมื่อครบกำหนด อาจมีค่า Renewal Fee
ดังนั้นควรถามก่อนเซ็นสัญญาว่า
- ต่อสัญญาได้หรือไม่
- ต่อครั้งละกี่ปี
- มีค่าใช้จ่ายเท่าไร
- ต้อง Renovate ร้านหรือไม่
17. Renovation และ Equipment Replacement
ถ้าทำธุรกิจหลายปี ร้านและอุปกรณ์ย่อมเสื่อมสภาพ
Franchisor อาจมีข้อกำหนดเรื่อง
- Renovation
- Rebranding
- Equipment Upgrade
- POS Upgrade
- Signage ใหม่
จึงไม่ควรคิดว่าการลงทุนเกิดขึ้นเฉพาะวันเปิดร้านเท่านั้น
เงินลงทุนแฟรนไชส์ควรแบ่งเป็น 3 ก้อน
เพื่อให้เข้าใจง่าย ลองแบ่งเงินออกเป็น
ก้อนที่ 1 — เงินสำหรับเปิดร้าน
Franchise Fee
- Fit-out
- Equipment
- Stock
- Deposit
- Pre-opening
ก้อนที่ 2 — เงินสำหรับเดินธุรกิจ
Working Capital
- Payroll
- Rent
- Utilities
- Marketing
ก้อนที่ 3 — เงินสำรอง
สำหรับยอดขายต่ำกว่าเป้า Equipment เสีย ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือสถานการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในแผน
ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือ นักลงทุนเตรียม
ก้อนที่ 1 ไว้ครบ แต่แทบไม่มี
ก้อนที่ 2 และ 3
ตัวอย่าง: Franchise Fee 200,000 บาท แต่ต้องมีเงินจริงเท่าไร?
สมมติธุรกิจหนึ่งมี
| รายการ |
จำนวนเงิน |
| Franchise Fee |
200,000 |
| Fit-out |
250,000 |
| Equipment |
180,000 |
| Initial Stock |
70,000 |
| Deposit + ค่าเช่าล่วงหน้า |
100,000 |
| Pre-opening |
50,000 |
| Working Capital |
200,000 |
| รวม |
1,050,000 บาท |
ดังนั้น
Franchise Fee = 200,000 บาทแต่
Total Cash Requirement = ประมาณ 1,050,000 บาท
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการถามเพียง “ค่าแฟรนไชส์เท่าไร?” จึงยังไม่เพียงพอ
ก่อนซื้อแฟรนไชส์ ขอ Investment Breakdown ให้ครบ
ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรขอรายละเอียดจาก Franchisor แยกออกมาให้ชัดเจนว่า
One-time Cost
ค่าใช้จ่ายที่จ่ายครั้งเดียวก่อนหรือช่วงเปิดร้าน
Recurring Cost
ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายต่อเนื่อง
Variable Cost
ค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนตามยอดขายหรือปริมาณการใช้งาน
Working Capital
เงินที่ควรสำรองสำหรับช่วงเริ่มต้น
วิธีนี้ช่วยให้เปรียบเทียบแฟรนไชส์หลายแบรนด์ได้ตรงกว่าเปรียบเทียบจาก Franchise Fee เพียงอย่างเดียว
แฟรนไชส์ A ค่า Fee ถูกกว่า ไม่ได้แปลว่าลงทุนน้อยกว่า
สมมติว่า
แบรนด์ A
Franchise Fee = 100,000 บาท
Total Investment = 1,200,000 บาท
แบรนด์ B
Franchise Fee = 250,000 บาท
Total Investment = 900,000 บาท
ถ้าดูเฉพาะ Franchise Fee แบรนด์ A ดูถูกกว่า
แต่เมื่อดู Total Investment กลับต้องใช้เงินมากกว่าแบรนด์ B
ดังนั้นเวลาหาแฟรนไชส์ อย่าใช้
Franchise Fee เป็นตัวกรองเพียงอย่างเดียว
แล้วต้องเตรียม Working Capital เท่าไร?
ไม่มีตัวเลขเดียวสำหรับทุกธุรกิจ
วิธีคิดที่เหมาะกว่าคือเริ่มจากประมาณค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น
- Rent
- Payroll
- Utilities
- Software
- Marketing
- Minimum Stock
- Other Fixed Costs
แล้วทำ Financial Projection หลาย Scenario
เช่น
ยอดขายตามเป้ายอดขายต่ำกว่าเป้า 20%ยอดขายต่ำกว่าเป้า 40%
จากนั้นดูว่าเงินที่มีอยู่เพียงพอให้ธุรกิจดำเนินต่อได้นานแค่ไหน
การวางแผนจาก Scenario ที่ไม่เป็นไปตามเป้าจะช่วยให้เห็นความเสี่ยงได้ดีกว่าคำนวณจาก Best Case เพียงอย่างเดียว
เงินลงทุนเยอะขึ้น ไม่ได้แปลว่ากำไรมากขึ้นเสมอไป
แฟรนไชส์ที่ลงทุน 2 ล้านบาทไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าแฟรนไชส์ที่ลงทุน 500,000 บาทเสมอ
สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบคือ
Total Investment↓
ยอดขายที่เป็นไปได้↓
Gross Margin↓
Operating Expenses↓
Net Profit↓
Payback / ROI
เงินลงทุนเป็นเพียงด้านหนึ่งของสมการ
อีกด้านคือ
ผลตอบแทนที่ธุรกิจสามารถสร้างจากเงินก้อนนั้น
8 คำถามเรื่องเงินที่ควรถาม Franchisor ก่อนซื้อ
ก่อนตัดสินใจ ลองถามให้ครบว่า
- Franchise Fee เท่าไร และรวมอะไรบ้าง?
- Total Investment โดยประมาณเท่าไร?
- มีค่าใช้จ่ายอะไรที่ยังไม่รวมใน Package?
- Royalty Fee และ Marketing Fee เท่าไร?
- ค่าใช้จ่ายต่อเดือนของสาขาประมาณเท่าไร?
- ควรเตรียม Working Capital เท่าไร?
- มีค่า Renewal หรือ Renovation ในอนาคตหรือไม่?
- ตัวเลขยอดขายและกำไรที่นำเสนอใช้สมมติฐานอะไร?
ถ้าไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจน
อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจจากราคา Package
ก่อนลงทุนแฟรนไชส์ ควรวิเคราะห์มากกว่าแค่ราคา
การรู้ Total Investment เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ
ก่อนซื้อยังควรวิเคราะห์ทั้ง
แบรนด์ • Business Model • ทำเล • Unit Economics • ROI • Payback • Franchisor • ระบบสนับสนุน • Franchise Agreement
เพื่อให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงก่อนนำเงินไปลงทุน
อ่านต่อ: ลงทุนแฟรนไชส์อย่างไร? คู่มือเลือกและวิเคราะห์ก่อนซื้อ
FAQ: เงินลงทุนแฟรนไชส์
Franchise Fee คือเงินลงทุนทั้งหมดหรือไม่?
ไม่ใช่ Franchise Fee เป็นเพียงหนึ่งในค่าใช้จ่ายของการซื้อแฟรนไชส์ ผู้ลงทุนอาจต้องเตรียมเงินสำหรับค่าตกแต่ง อุปกรณ์ ค่าเช่า Stock พนักงาน และ Working Capital เพิ่มเติม
ซื้อแฟรนไชส์ต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง?
ค่าใช้จ่ายอาจประกอบด้วย Franchise Fee, Fit-out, Equipment, Initial Stock, Deposit, Training, POS, Pre-opening Marketing และ Working Capital รวมถึงค่าใช้จ่ายต่อเนื่องหลังเปิดร้าน
Royalty Fee รวมอยู่ใน Franchise Fee หรือไม่?
โดยทั่วไปเป็นคนละประเภทกัน Franchise Fee มักเป็นค่าธรรมเนียมเริ่มต้น ส่วน Royalty Fee เป็นค่าธรรมเนียมต่อเนื่องตามเงื่อนไขของแต่ละแบรนด์
ถ้าแบรนด์บอกลงทุนเริ่มต้น 500,000 บาท ต้องมีเงิน 500,000 บาทพอดีหรือไม่?
ไม่ควรสรุปทันที ต้องตรวจสอบว่าตัวเลขดังกล่าวรวมค่าใช้จ่ายใดแล้ว และยังมีค่าเช่า เงินประกัน Working Capital หรือรายการอื่นเพิ่มเติมหรือไม่
ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนด้วยหรือไม่?
ควรมี เพราะร้านอาจยังไม่สร้างยอดขายหรือกำไรตามเป้าตั้งแต่ช่วงแรก แต่ค่าเช่า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้น
Franchise Fee ยิ่งแพง แบรนด์ยิ่งดีหรือไม่?
ไม่จำเป็น ควรพิจารณาว่าได้รับระบบและ Support อะไร รวมถึง Total Investment ผลตอบแทน และความเหมาะสมของธุรกิจกับผู้ลงทุน
รู้ Franchise Fee แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องเตรียมเงินจริงเท่าไร?
ก่อนตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ อย่าดูเพียงว่า
“ราคาอยู่ในงบหรือไม่”
ควรดูให้ครบว่า
ต้องใช้เงินจริงทั้งหมดเท่าไรหลังเปิดมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างต้องมียอดขายเท่าไรจึงจะคุ้มควรเหลือเงินทุนหมุนเวียนเท่าไรและผลตอบแทนที่คาดหวังสมเหตุสมผลหรือไม่
หากคุณกำลังมองหาแฟรนไชส์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบรนด์ไหน หรืองบที่มีเหมาะกับธุรกิจแบบใด
ปรึกษาและพูดคุยกับทีม FRANZBIZ
บอกเราว่า
คุณมีงบเท่าไร สนใจธุรกิจประเภทไหน และต้องการลงทุนในพื้นที่ใด ทีม FRANZBIZ ช่วยแนะนำตัวเลือกแฟรนไชส์ที่เหมาะกับ Requirement ของคุณ เพื่อให้มีข้อมูลประกอบการพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน