จุดคุ้มทุนคืออะไร? ทำไมต้องรู้ก่อนลงทุนแฟรนไชส์
ก่อนเปิดร้าน นักลงทุนจำนวนมากมักเริ่มจากคำถามว่า
“ร้านนี้ขายได้เดือนละเท่าไร?”
แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
“ร้านต้องขายอย่างน้อยเดือนละเท่าไร ถึงจะไม่ขาดทุน?”
ตัวเลขนี้เกี่ยวข้องกับ Break-even Point หรือจุดคุ้มทุน
สมมติแบรนด์ประมาณการว่าสาขาหนึ่งสามารถทำยอดขายได้ 400,000 บาทต่อเดือน
ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวยังบอกไม่ได้ว่าธุรกิจน่าลงทุนหรือไม่
ถ้าร้านต้องขายอย่างน้อย 380,000 บาทต่อเดือนจึงจะครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด การขาย 400,000 บาทอาจเหลือพื้นที่สำหรับกำไรไม่มาก
แต่ถ้าร้านมีจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 250,000 บาทต่อเดือน ยอดขาย 400,000 บาทก็ให้ภาพ Economics ที่ต่างออกไป
ดังนั้นก่อนลงทุนแฟรนไชส์ นอกจากถามเรื่อง ยอดขาย กำไร ROI และระยะเวลาคืนทุน แล้ว นักลงทุนควรรู้ด้วยว่า
ร้านมี Break-even Sales อยู่ที่เท่าไร
Break-even Point หรือจุดคุ้มทุนคืออะไร?
จุดคุ้มทุน (Break-even Point) คือระดับยอดขายที่รายได้หรือ Contribution จากการขายสามารถครอบคลุมต้นทุนของธุรกิจตามสมมติฐานที่ใช้วิเคราะห์ได้พอดี
พูดง่าย ๆ คือ
ไม่กำไร และไม่ขาดทุน
ถ้ายอดขายต่ำกว่าจุดนี้ ธุรกิจยังไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนได้
ถ้ายอดขายสูงกว่าจุดนี้ ส่วนที่เพิ่มขึ้นจึงเริ่มมีโอกาสสร้างกำไรให้ธุรกิจ หลังพิจารณาต้นทุนที่เกี่ยวข้องแล้ว
ตัวอย่างเช่น
ร้านมี Break-even Sales อยู่ที่
300,000 บาท/เดือน
หากขายได้
250,000 บาท → ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน
300,000 บาท → อยู่ประมาณจุดคุ้มทุน
400,000 บาท → สูงกว่าจุดคุ้มทุน
แต่การจะคำนวณตัวเลขนี้ได้ ต้องเข้าใจก่อนว่าร้านมีต้นทุนประเภทใดบ้าง
ก่อนคำนวณจุดคุ้มทุน ต้องแยก Fixed Cost และ Variable Cost
ค่าใช้จ่ายของร้านสามารถแบ่งเพื่อการวิเคราะห์เบื้องต้นออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
1. Fixed Cost — ต้นทุนคงที่
คือต้นทุนที่ในช่วงการดำเนินงานหนึ่ง ๆ ไม่ได้เปลี่ยนโดยตรงตามจำนวนสินค้าที่ขาย เช่น
สมมติร้านมี Fixed Cost รวม
180,000 บาท/เดือน
ร้านต้องสร้าง Contribution ให้ได้อย่างน้อยเพียงพอที่จะครอบคลุมเงินก้อนนี้ก่อน จึงจะผ่านจุดคุ้มทุนตามโมเดลที่ใช้
2. Variable Cost — ต้นทุนผันแปร
คือต้นทุนที่เปลี่ยนไปตามยอดขายหรือจำนวนสินค้าที่ขาย เช่น
ตัวอย่างเช่น
ขายเครื่องดื่มหนึ่งแก้วราคา 100 บาท
มีต้นทุนผันแปรต่อแก้ว 40 บาท
เมื่อขายได้หนึ่งแก้ว จะเหลือเงินก่อนนำไปครอบคลุม Fixed Cost
100 – 40 = 60 บาท
เงิน 60 บาทนี้เรียกว่า Contribution Margin ต่อหน่วย
Contribution Margin สำคัญกับจุดคุ้มทุนอย่างไร?
Contribution Margin คือเงินจากยอดขายที่เหลือหลังหัก Variable Cost และสามารถนำไปใช้ครอบคลุม Fixed Cost ก่อนที่จะกลายเป็นกำไร
จากตัวอย่าง
ราคาขาย = 100 บาท
Variable Cost = 40 บาท
Contribution Margin = 60 บาท
หรือคิดเป็น
Contribution Margin Ratio = 60%
หมายความว่า จากยอดขายทุก 100 บาท มีประมาณ 60 บาทเหลือสำหรับครอบคลุม Fixed Cost และหลังจากครอบคลุม Fixed Cost แล้ว ส่วนที่เหลือจึงมีส่วนสร้างกำไร
นี่เป็นตัวเลขสำคัญมากในการคำนวณ Break-even Sales
สูตรคำนวณจุดคุ้มทุนร้านแฟรนไชส์
ถ้าต้องการรู้ว่าต้องขายสินค้า “กี่หน่วย” จึงถึงจุดคุ้มทุน สามารถคำนวณแบบพื้นฐานได้จาก Fixed Cost, ราคาขาย และ Variable Cost ต่อหน่วย
ตัวอย่าง:
Fixed Cost = 180,000 บาท/เดือน
ราคาขายเฉลี่ย = 100 บาท
Variable Cost = 40 บาท/หน่วย
Contribution Margin ต่อหน่วย = 60 บาท
ดังนั้นร้านต้องขายประมาณ
180,000 ÷ 60 = 3,000 หน่วย/เดือน
ถ้าเปิด 30 วัน
3,000 ÷ 30 = 100 หน่วย/วัน
ร้านจึงต้องขายเฉลี่ยประมาณ 100 หน่วยต่อวัน เพื่อถึงจุดคุ้มทุนตามสมมติฐานนี้
*ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณแบบง่ายเพื่ออธิบายหลักการ
ถ้าอยากรู้ว่าต้องทำ “ยอดขายกี่บาท” ถึงจะคุ้มทุนล่ะ?
สำหรับร้านที่มีสินค้าหลายรายการ การคำนวณเป็นจำนวนชิ้นอาจใช้งานยาก
เราสามารถประเมินจาก Contribution Margin Ratio แทนได้
สูตรแบบง่ายคือ
Break-even Sales = Fixed Cost ÷ Contribution Margin Ratio
จากตัวอย่างเดิม
Fixed Cost = 180,000 บาท
Contribution Margin Ratio = 60%
ดังนั้น
180,000 ÷ 0.60
=
300,000 บาท/เดือน
หมายความว่า ภายใต้ Cost Structure ที่สมมติไว้ ร้านต้องทำยอดขายประมาณ 300,000 บาทต่อเดือน เพื่อถึง Break-even
จาก 300,000 บาท/เดือน เปลี่ยนเป็นเป้ายอดขายต่อวันได้อย่างไร?
นี่คือจุดที่ Break-even เริ่มมีประโยชน์กับการเลือกทำเลจริง
ถ้าร้านต้องทำยอดขาย
300,000 บาท/เดือน
และเปิด 30 วัน
จะเท่ากับ
10,000 บาท/วัน
จากนั้นสมมติ Average Ticket หรือยอดเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่
100 บาท
จำนวนบิลที่ต้องทำคือ
10,000 ÷ 100
=
100 บิล/วัน
ตอนนี้คำถามทางธุรกิจจะเปลี่ยนจาก
“ทำเลนี้คนเยอะไหม?”
เป็น
“ทำเลนี้มีศักยภาพสร้างประมาณ 100 บิลต่อวันได้จริงหรือไม่?”
นี่เป็นวิธีที่ Break-even ช่วยเชื่อม Financial Model เข้ากับ Location Decision
Average Ticket เปลี่ยน จำนวนลูกค้าที่ต้องการก็เปลี่ยน
สมมติร้านต้องสร้างยอดขายประมาณ
10,000 บาท/วัน
กรณี A
Average Ticket = 100 บาท
ต้องประมาณ 100 บิล/วัน
กรณี B
Average Ticket = 200 บาท
ต้องประมาณ 50 บิล/วัน
กรณี C
Average Ticket = 500 บาท
ต้องประมาณ 20 บิล/วัน
ดังนั้นธุรกิจที่ต้องการยอดขายต่อวันเท่ากัน อาจต้องการจำนวน Transaction ต่างกันมาก
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาประเมินแฟรนไชส์ ต้องดูทั้ง
Break-even Sales + Average Ticket + Transactions
ไม่ใช่ดูยอดขายเพียงตัวเดียว
ตัวอย่างคำนวณ Break-even ร้านแฟรนไชส์
ลองสมมติร้านอาหารแฟรนไชส์แห่งหนึ่งมีค่าใช้จ่ายดังนี้
Fixed Cost ต่อเดือน
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| ค่าเช่า | 60,000 บาท |
| ค่าแรงส่วนคงที่ | 90,000 บาท |
| ระบบ/Software | 5,000 บาท |
| ค่าใช้จ่ายประจำอื่น | 25,000 บาท |
| รวม Fixed Cost | 180,000 บาท |
สมมติร้านมี Contribution Margin Ratio เฉลี่ย 60%
Break-even Sales คือ
180,000 ÷ 0.60
=
300,000 บาท/เดือน
ถ้าร้านเปิด 30 วัน
=
10,000 บาท/วัน
ถ้า Average Ticket อยู่ที่ 200 บาท
ร้านต้องมีประมาณ
50 บิล/วัน
ตอนนี้นักลงทุนสามารถนำตัวเลข 50 บิลไปประเมินต่อได้ว่า
ทำเลมี Traffic เพียงพอหรือไม่?
ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีจำนวนเท่าไร?
Conversion ที่ต้องการสูงเกินไปหรือไม่?
ร้านมีช่วงเวลาขายกี่ชั่วโมง?
Traffic เยอะ ไม่ได้แปลว่าจะผ่าน Break-even
สมมติทำเลหนึ่งมีคนเดินผ่าน
2,000 คน/วัน
และร้านต้องการ
100 บิล/วัน
หากคิดแบบง่าย ร้านต้องเปลี่ยน Traffic ส่วนหนึ่งให้กลายเป็นลูกค้า
แต่ Traffic ทั้งหมดไม่ใช่ Target Customer
คนบางส่วนอาจไม่เห็นร้าน
บางส่วนไม่ได้ต้องการสินค้าประเภทนี้
บางส่วนผ่านในช่วงเวลาที่ร้านขายไม่ดี
และบางส่วนอาจซื้อจากคู่แข่ง
ดังนั้นการเห็นว่า
“คนเดินเยอะ”
ยังไม่เพียงพอ
ต้องถามต่อว่า
Traffic → Target Customer → Conversion → Transaction
สามารถพาร้านไปถึง Break-even ได้หรือไม่
ค่าเช่ามีผลต่อจุดคุ้มทุนมากแค่ไหน?
ลองใช้ร้านเดิม
Contribution Margin Ratio = 60%
แต่เปลี่ยนค่าเช่า
Location A
Fixed Cost = 150,000 บาท
Break-even Sales:
150,000 ÷ 0.60 = 250,000 บาท
Location B
Fixed Cost = 210,000 บาท
Break-even Sales:
210,000 ÷ 0.60 = 350,000 บาท
ต่างกัน
100,000 บาท/เดือน
หมายความว่า Location B ต้องสร้างยอดขายเพิ่มประมาณ 100,000 บาทต่อเดือนเพียงเพื่อชดเชย Fixed Cost ที่สูงขึ้นตามตัวอย่างนี้
ดังนั้นทำเลค่าเช่าแพงกว่าไม่ได้แปลว่าไม่ดี
คำถามคือ
ยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากทำเลที่ดีกว่า มากพอที่จะชดเชย Break-even ที่สูงขึ้นหรือไม่?
ประเด็นนี้จะเชื่อมโดยตรงกับการประเมิน ค่าเช่าร้านแฟรนไชส์ ในบทถัดไป
Royalty Fee และ Marketing Fee ต้องคิดใน Break-even ไหม?
ต้องพิจารณาตามโครงสร้างจริงของแฟรนไชส์
ตัวอย่างเช่น หาก Royalty Fee คิดเป็น 5% ของยอดขาย
และ Marketing Fee อีก 2%
ค่าธรรมเนียมรวม 7% นี้เปลี่ยนไปตามยอดขาย จึงมีลักษณะเป็น Variable Cost ในการวิเคราะห์เบื้องต้น
สมมติเดิมธุรกิจมี Contribution Margin Ratio 60%
แต่ยังไม่ได้รวม Fees 7%
หลังนำ Fees มาพิจารณา Contribution Margin อาจลดลงเหลือประมาณ
53%
หาก Fixed Cost = 180,000 บาท
Break-even Sales จะเปลี่ยนจาก
180,000 ÷ 60% = 300,000 บาท
เป็น
180,000 ÷ 53% ≈ 339,623 บาท
หรือประมาณ
340,000 บาท/เดือน
เพียงแค่ต้นทุนตามยอดขายเพิ่มขึ้น Break-even ก็สูงขึ้นตาม
ดังนั้นก่อนซื้อแฟรนไชส์ต้องรู้ให้ชัดว่า Royalty, Marketing Fee และค่าใช้จ่ายตามยอดขายอื่น ๆ ถูกนำไปรวมใน Financial Projection แล้วหรือยัง
Discount และ Delivery สามารถเปลี่ยน Break-even ได้
สมมติสินค้าราคาเต็ม 100 บาท และมี Variable Cost 40 บาท
Contribution เดิมคือ
60 บาท
แต่ถ้าจัด Promotion ลดเหลือ 80 บาท ขณะที่ต้นทุนสินค้ายังเท่าเดิม
Contribution จะเหลือ
40 บาท
ดังนั้นร้านต้องขายจำนวนมากขึ้นเพื่อสร้าง Contribution ให้เพียงพอต่อ Fixed Cost
เช่นเดียวกับ Delivery หากมีค่าธรรมเนียม Platform, Packaging หรือ Promotion เพิ่มเติม
ยอดขายที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้สร้าง Contribution ในอัตราเดียวกับยอดหน้าร้าน
ดังนั้น
ยอดขายเพิ่ม ไม่ได้แปลว่า Break-even จะง่ายขึ้นเสมอไป หาก Margin ลดลง
Break-even กับ Payback Period ต่างกันอย่างไร?
สองคำนี้ไม่เหมือนกัน
Break-even Point
ตอบว่า
ร้านต้องขายเท่าไรจึงครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงานตามโมเดลที่ใช้?
Payback Period
ตอบว่า
ต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงจะได้เงินลงทุนเริ่มต้นกลับคืนมา?
ตัวอย่าง
ลงทุนเปิดร้าน 1,000,000 บาท
ร้านมี Break-even Sales ที่ 300,000 บาท/เดือน
ไม่ได้หมายความว่าเมื่อขายถึง 300,000 บาทแล้ว คุณได้เงินลงทุน 1 ล้านบาทคืน
หมายความเพียงว่า ร้านมาถึงระดับที่สามารถครอบคลุมต้นทุนตามสมมติฐาน Break-even ได้
หลังจากนั้น ธุรกิจยังต้องสร้างผลตอบแทนสะสมเพื่อคืนเงินลงทุนเริ่มต้นต่อไป
Break-even กับ ROI ต่างกันอย่างไร?
Break-even ช่วยดูความอยู่รอดของ Unit Economics
ROI ช่วยดูผลตอบแทนเทียบกับเงินลงทุน
ตัวอย่างเช่น ร้านหนึ่งอาจมี Break-even ต่ำและผ่านจุดคุ้มทุนได้ง่าย แต่ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงมาก
อีกธุรกิจอาจลงทุนต่ำกว่า แต่มี Break-even Sales สูงเมื่อเทียบกับศักยภาพของทำเล
ดังนั้นนักลงทุนควรดูอย่างน้อย
BREAK-EVEN
ร้านต้องขายเท่าไร?
PROFIT
ขายแล้วเหลือเท่าไร?
ROI
เงินลงทุนสร้างผลตอบแทนเท่าไร?
PAYBACK
ต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงคืนทุน?
สี่ตัวนี้ช่วยกันให้ภาพที่ครบกว่าการดูตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง
อย่าคำนวณ Break-even แค่ Scenario เดียว
สมมติร้านมี Base Case:
Fixed Cost = 180,000 บาท
Contribution Margin = 60%
Break-even = 300,000 บาท
แต่ถ้าต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น หรือ Promotion ทำให้ Margin ลดลงเหลือ 50%
Break-even จะกลายเป็น
180,000 ÷ 50%
=
360,000 บาท
และถ้าค่าเช่าเพิ่มจน Fixed Cost เป็น 200,000 บาท
Break-even จะกลายเป็น
200,000 ÷ 50%
=
400,000 บาท
ดังนั้นควรทดสอบอย่างน้อย
Best Case / Base Case / Worst Case
เพื่อดูว่าร้านยังมีโอกาสอยู่รอดหรือไม่เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน
Margin of Safety: ขายเกิน Break-even มากแค่ไหนก็สำคัญ
สมมติร้าน A
ยอดขายคาดการณ์ = 400,000 บาท
Break-even = 380,000 บาท
มีส่วนต่างเพียง
20,000 บาท
ในขณะที่ร้าน B
ยอดขายคาดการณ์ = 400,000 บาท
Break-even = 280,000 บาท
มีส่วนต่าง
120,000 บาท
แม้ทั้งสองร้านมี Forecast Sales เท่ากัน แต่ความสามารถในการรองรับยอดขายที่ลดลงต่างกันมาก
แนวคิดนี้เรียกว่า Margin of Safety
ยิ่งยอดขายอยู่ห่างจาก Break-even มาก ธุรกิจก็ยิ่งมีพื้นที่รองรับความผันผวนของยอดขายมากขึ้นในเชิงหลักการ
8 ตัวเลขที่ควรขอก่อนคำนวณจุดคุ้มทุนแฟรนไชส์
ก่อนตัดสินใจลงทุน พยายามรวบรวมข้อมูลอย่างน้อย
จากนั้นจึงประเมินว่า
ต้องขายเดือนละเท่าไร
และแปลงต่อเป็น
ต้องขายวันละเท่าไร
หรือ
ต้องมีลูกค้ากี่บิลต่อวัน
เพื่อดูว่าตัวเลขนั้นสอดคล้องกับศักยภาพของทำเลจริงหรือไม่
5 Red Flags เวลาดู Break-even ของแฟรนไชส์
1. ไม่มีข้อมูลต้นทุน
ถ้ารู้แค่ยอดขาย แต่ไม่รู้ Cost Structure ก็ประเมิน Break-even ได้ยาก
2. ไม่รวม Royalty และ Marketing Fee
หากค่าธรรมเนียมคิดตามยอดขาย จะมีผลต่อ Contribution Margin
3. ใช้ค่าเช่าต่ำกว่าทำเลจริง
Break-even ที่คำนวณออกมาจะต่ำกว่าความเป็นจริงของสาขาคุณ
4. ใช้ Average Ticket สูงเกินไป
จะทำให้จำนวน Transaction ที่ต้องการดูต่ำและง่ายเกินจริง
5. คำนวณจาก Best Case เท่านั้น
ควรทดลองกรณียอดขายต่ำลงหรือต้นทุนเพิ่มขึ้นด้วย
ก่อนเซ็นแฟรนไชส์ ลองตอบ 3 คำถามนี้ให้ได้
ก่อนตัดสินใจเปิดร้าน คุณควรตอบได้อย่างน้อยว่า
1. ร้านต้องขายเดือนละเท่าไรถึง Break-even?
เช่น 300,000 บาท
2. เท่ากับวันละเท่าไร?
เช่น 10,000 บาท
3. เท่ากับกี่บิลต่อวัน?
เช่น Average Ticket 100 บาท
= 100 บิล/วัน
จากนั้นถามตัวเองต่อว่า
“ทำเลและตลาดของเราสามารถสร้างตัวเลขนี้ได้อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่?”
ถ้ายังตอบไม่ได้ การรีบเซ็นพื้นที่หรือซื้อแฟรนไชส์อาจเร็วเกินไป
สรุป: ก่อนถามว่าร้าน “ขายได้เท่าไร” ต้องรู้ก่อนว่า “ต้องขายเท่าไร”
Break-even Point เป็นหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยให้นักลงทุนเปลี่ยนข้อมูลแฟรนไชส์จากตัวเลขกว้าง ๆ ให้กลายเป็นเป้าหมายที่ประเมินได้จริง
จาก
Fixed Cost + Variable Cost
เราสามารถหา
Break-even Sales
แล้วเปลี่ยนต่อเป็น
ยอดขายต่อวัน
และ
จำนวน Transaction ที่ต้องการ
สุดท้ายจึงนำไปถามว่า
ทำเลนี้รองรับเป้าหมายดังกล่าวได้หรือไม่?
ดังนั้นก่อนลงทุน อย่าถามเพียง
“ร้านนี้ขายได้เดือนละเท่าไร?”
แต่ควรถามด้วยว่า
“ร้านต้องขายเดือนละเท่าไรถึงจะไม่ขาดทุน และยอดขายที่คาดไว้สูงกว่าจุดนั้นมากพอหรือไม่?”
นี่คือความต่างระหว่างการมองเพียง Sales Potential กับการวิเคราะห์ Unit Economics ก่อนลงทุน
กำลังดูแฟรนไชส์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเลขการลงทุนสมเหตุสมผลหรือไม่?
หากคุณกำลังเปรียบเทียบแฟรนไชส์หลายแบรนด์ และต้องการเข้าใจตั้งแต่ เงินลงทุน ยอดขาย กำไร จุดคุ้มทุน ROI ไปจนถึงระยะเวลาคืนทุน
อ่านต่อได้ที่:
👉 ลงทุนแฟรนไชส์อย่างไร? คู่มือเลือกและวิเคราะห์ก่อนซื้อ
หรือเข้ามา ปรึกษาและพูดคุยกับทีม FRANZBIZ เพื่อช่วยแนะนำแฟรนไชส์ให้เหมาะกับ งบประมาณ พื้นที่ ประสบการณ์ และเป้าหมายการลงทุนของคุณ
Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253