ยอดขายกับกำไรต่างกันอย่างไร? ก่อนลงทุนต้องดูอะไร

ยอดขายกับกำไรต่างกันอย่างไร? ทำไมคนลงทุนแฟรนไชส์ต้องแยกให้ออก

เวลาเลือกแฟรนไชส์ หนึ่งในข้อมูลที่ดึงดูดความสนใจนักลงทุนมากที่สุดคือ “ยอดขาย”

เช่น

ยอดขายเฉลี่ย 500,000 บาทต่อเดือน
สาขาขายดีทำยอดเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือน
ยอดขายต่อวันหลักหมื่นบาท

ตัวเลขเหล่านี้ฟังดูน่าสนใจ แต่มีคำถามสำคัญกว่านั้นคือ

“แล้วสุดท้ายเจ้าของร้านเหลือกำไรเท่าไร?”

เพราะยอดขาย 500,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของร้านมีรายได้เข้ากระเป๋า 500,000 บาท

เงินก้อนนี้ยังต้องนำไปจ่ายทั้งต้นทุนสินค้า ค่าแรง ค่าเช่า Royalty Fee, Marketing Fee ค่าน้ำ ค่าไฟ การตลาด และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของธุรกิจ

ดังนั้นก่อนตัดสินใจลงทุน ต้องแยกให้ออกระหว่าง

Revenue → Gross Profit → Operating Profit → Net Profit

เพราะแต่ละตัวเลขกำลังบอก “คนละเรื่อง” เกี่ยวกับสุขภาพของธุรกิจ


ยอดขาย หรือ Revenue คืออะไร?

Revenue หรือยอดขาย คือรายได้ที่ธุรกิจได้รับจากการขายสินค้าและบริการ ก่อนหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

ตัวอย่างเช่น

ร้านเครื่องดื่มขายได้วันละ 15,000 บาท

เปิดร้าน 30 วัน

ยอดขายต่อเดือนจึงประมาณ

15,000 × 30 = 450,000 บาท

ตัวเลข 450,000 บาท คือ Revenue หรือยอดขาย

แต่ยังไม่ใช่กำไร

เพราะในการสร้างยอดขาย 450,000 บาท ร้านยังต้องใช้วัตถุดิบ พนักงาน พื้นที่ ระบบต่าง ๆ และมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจอีกหลายรายการ

ดังนั้น

ยอดขายบอกว่าร้าน “ขายได้เท่าไร” แต่ไม่ได้บอกว่าเจ้าของ “เหลือเท่าไร”


กำไรคืออะไร?

กำไรคือเงินที่เหลือหลังจากนำรายได้มาหักต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายตามระดับที่เรากำลังวิเคราะห์

และคำว่า “กำไร” เพียงคำเดียวก็ยังไม่เพียงพอ

เพราะธุรกิจมีตัวเลขกำไรหลายระดับ

โดยเฉพาะ 3 ตัวที่นักลงทุนควรรู้ ได้แก่

Gross Profit — กำไรขั้นต้น

Operating Profit — กำไรจากการดำเนินงาน

Net Profit — กำไรสุทธิ

ตัวเลขทั้งสามช่วยตอบคำถามต่างกัน และควรดูร่วมกันก่อนซื้อแฟรนไชส์


1. Gross Profit หรือกำไรขั้นต้น คืออะไร?

Gross Profit คือยอดขายที่เหลือหลังหัก ต้นทุนโดยตรงของสินค้า/บริการที่ขาย

สูตรแบบง่ายคือ

Gross Profit = Revenue – Cost of Goods Sold (COGS)

สมมติร้านมียอดขาย

500,000 บาท/เดือน

ต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าที่ขายรวม

175,000 บาท

ดังนั้น

Gross Profit = 500,000 – 175,000

เท่ากับ

325,000 บาท

หรือคิดเป็น Gross Profit Margin

325,000 ÷ 500,000 × 100 = 65%

ร้านนี้จึงมี Gross Margin ประมาณ 65%

แต่ 325,000 บาทนี้ยังไม่ใช่กำไรที่เจ้าของสามารถนำกลับบ้านได้ เพราะยังไม่ได้หักค่าแรง ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ


2. Operating Profit หรือกำไรจากการดำเนินงาน

เมื่อได้ Gross Profit แล้ว ต้องหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจต่อ เช่น

  • ค่าแรงพนักงาน
  • ค่าเช่า
  • ค่าน้ำและค่าไฟ
  • Royalty Fee
  • Marketing Fee
  • ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดของสาขา
  • ระบบ POS หรือ Software
  • ค่าซ่อมบำรุง
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ

เงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามที่กำหนด จึงสะท้อนผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจได้มากขึ้น

ตรงนี้สำคัญสำหรับนักลงทุนแฟรนไชส์ เพราะช่วยให้เห็นว่า

ร้านไม่ได้แค่ขายสินค้าได้ แต่โครงสร้างต้นทุนของร้านสามารถสร้างกำไรได้หรือไม่


3. Net Profit หรือกำไรสุทธิ คืออะไร?

Net Profit หรือกำไรสุทธิ คือกำไรที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามงบที่ใช้วิเคราะห์ รวมถึงรายการอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ดอกเบี้ยและภาษีตามกรณี

จึงเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับคำถามของนักลงทุนมากขึ้นว่า

“ธุรกิจสร้างกำไรจริงได้เท่าไร?”

แต่เวลามีคนบอกว่า

“ร้านนี้กำไรเดือนละ 80,000 บาท”

อย่าเพิ่งหยุดแค่ตัวเลข

ควรถามต่อว่า

“กำไรที่พูดถึงคือกำไรอะไร และหักค่าใช้จ่ายอะไรไปแล้วบ้าง?”

เพราะบางครั้งคำว่า “กำไร” ที่ถูกนำเสนออาจหมายถึง Gross Profit หรือกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายบางรายการ ไม่ใช่ Net Profit


ตัวอย่าง: ยอดขาย 500,000 บาท สุดท้ายเหลือกำไรเท่าไร?

ลองดูตัวอย่างร้านแฟรนไชส์หนึ่งแห่ง

ยอดขายต่อเดือน

500,000 บาท

จากนั้นเริ่มหักค่าใช้จ่าย

รายการ จำนวน
ยอดขาย 500,000 บาท
ต้นทุนสินค้า/วัตถุดิบ -175,000 บาท
Gross Profit 325,000 บาท
ค่าแรง -100,000 บาท
ค่าเช่า -70,000 บาท
Royalty + Marketing Fee -30,000 บาท
น้ำไฟ/การตลาด/ค่าใช้จ่ายอื่น -75,000 บาท
กำไรจากตัวอย่าง 50,000 บาท

จากยอดขาย

500,000 บาท

สุดท้ายเหลือ

50,000 บาท

หรือประมาณ 10% ของยอดขายในตัวอย่างนี้

*ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ผลประกอบการมาตรฐานของแฟรนไชส์ทุกประเภท

นี่คือเหตุผลว่าทำไม

ยอดขายสูง ≠ กำไรสูง


ร้านสองร้านยอดขายเท่ากัน กำไรอาจต่างกันมาก

ลองสมมติว่า Franchise A และ Franchise B มียอดขายเท่ากัน

500,000 บาท/เดือน

แต่มี Cost Structure ต่างกัน

Franchise A Franchise B
ยอดขาย 500,000 500,000
ต้นทุนสินค้า 150,000 200,000
ค่าแรง 80,000 120,000
ค่าเช่า 50,000 80,000
Fees + ค่าใช้จ่ายอื่น 120,000 70,000
เงินเหลือตามตัวอย่าง 100,000 30,000

ทั้งสองร้านมียอดขาย 500,000 บาทเท่ากัน

แต่ร้านหนึ่งเหลือ 100,000 บาท ขณะที่อีกร้านเหลือเพียง 30,000 บาทตามสมมติฐานนี้

ดังนั้นการเปรียบเทียบแฟรนไชส์ด้วยคำถามว่า

“แบรนด์ไหนยอดขายสูงกว่า?”

เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ

คำถามที่ควรถามเพิ่มคือ

“แต่ละแบรนด์ต้องใช้ต้นทุนเท่าไรเพื่อสร้างยอดขายนั้น?”


Profit Margin สำคัญอย่างไร?

นอกจากดูจำนวนกำไรเป็นบาทแล้ว นักลงทุนควรดู Profit Margin ด้วย

ตัวอย่าง

ร้าน A

ยอดขาย 500,000 บาท
กำไร 50,000 บาท

Profit Margin = 10%

ร้าน B

ยอดขาย 300,000 บาท
กำไร 60,000 บาท

Profit Margin = 20%

แม้ร้าน A จะมียอดขายสูงกว่ามาก แต่ร้าน B สามารถเหลือกำไรมากกว่าในตัวอย่างนี้

จึงเห็นได้ว่า

ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าธุรกิจมีประสิทธิภาพในการทำกำไรสูงกว่า

Margin ช่วยให้เราเห็นว่า

จากยอดขายทุก 100 บาท ธุรกิจสามารถเหลือกำไรได้ประมาณกี่บาท


ก่อนลงทุน ควรดูยอดขายหรือกำไร?

คำตอบคือ ต้องดูทั้งคู่ แต่ใช้ตอบคนละคำถาม

ยอดขาย ช่วยตอบว่า

  • ตลาดมี Demand แค่ไหน
  • ร้านสามารถสร้าง Transaction ได้มากแค่ไหน
  • Average Ticket เป็นอย่างไร
  • ทำเลมีศักยภาพหรือไม่
  • ธุรกิจสามารถ Scale Revenue ได้หรือไม่

กำไร ช่วยตอบว่า

  • หลังสร้างยอดขายแล้วเหลือเงินเท่าไร
  • Cost Structure หนักหรือเบา
  • ธุรกิจมี Margin เท่าไร
  • มีความสามารถในการคืนเงินลงทุนแค่ไหน
  • ROI มีโอกาสอยู่ในระดับใด

ดังนั้นไม่ควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ควรอ่านเป็น Flow ว่า

SALES → COST → PROFIT → ROI → PAYBACK


ยอดขายเฉลี่ยของแบรนด์ ต้องถามต่อว่า “เฉลี่ยจากอะไร?”

หากแบรนด์ระบุว่า

“ยอดขายเฉลี่ย 400,000 บาทต่อเดือน”

ข้อมูลนี้น่าสนใจ แต่ยังมีคำถามต่ออีกหลายข้อ เช่น

ยอดเฉลี่ยจากกี่สาขา?

เป็นสาขาของบริษัทหรือ Franchisee?

รวมสาขาที่เพิ่งเปิดหรือไม่?

เป็นค่าเฉลี่ยทั้งปี หรือเฉพาะช่วง High Season?

มีสาขาที่ทำยอดสูงมากจนดันค่าเฉลี่ยหรือไม่?

ทำเลของสาขาเหล่านั้นใกล้เคียงกับทำเลที่เรากำลังพิจารณาหรือไม่?

เพราะคำว่า “Average Sales” อาจไม่ได้สะท้อนสิ่งที่สาขาใหม่ของคุณจะทำได้โดยอัตโนมัติ


ระวังการใช้ “สาขาขายดีที่สุด” เป็นตัวแทนของทั้งระบบ

อีกกรณีที่พบได้ในการประเมินโอกาสลงทุน คือการนำยอดขายของสาขาที่ทำผลงานดีมาเป็นตัวอย่าง

เช่น

“สาขา A ยอดขาย 1 ล้านบาทต่อเดือน”

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ เพราะแสดงให้เห็นว่าโมเดลอาจมีศักยภาพไปถึงระดับใดระดับหนึ่งภายใต้เงื่อนไขของสาขานั้น

แต่สิ่งที่นักลงทุนควรถามคือ

  • สาขานี้อยู่ทำเลอะไร?
  • พื้นที่เท่าไร?
  • เปิดมานานแค่ไหน?
  • ค่าเช่าเท่าไร?
  • มีจำนวนที่นั่งเท่าไร?
  • Average Ticket เท่าไร?
  • จำนวน Transaction ต่อวันเท่าไร?
  • เป็นสาขาปกติหรือ Flagship?
  • สาขาอื่นในระบบทำยอดใกล้เคียงกันหรือไม่?

เพราะ

Best-performing store ไม่ได้เท่ากับ Expected Performance ของสาขาใหม่


ยอดขายเพิ่ม แต่กำไรอาจไม่เพิ่มในสัดส่วนเดียวกัน

สมมติร้านมียอดขายเพิ่มจาก

400,000 → 500,000 บาท

เพิ่มขึ้น 100,000 บาท

ไม่ได้หมายความว่ากำไรจะเพิ่ม 100,000 บาท

เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ต้อง

เพิ่มพนักงาน
เพิ่มวัตถุดิบ
จ่ายค่าธรรมเนียมตามยอดขายเพิ่ม
ใช้ Delivery Platform มากขึ้น
ทำ Promotion เพิ่ม
เพิ่มเวลาการทำงานหรือค่า OT

ดังนั้นเวลาประเมิน Growth ของร้าน ต้องดูว่า

Incremental Sales สร้าง Incremental Profit ได้เท่าไร

ไม่ใช่ดูยอดขายเพิ่มอย่างเดียว


Delivery ยอดสูง แต่ต้องดูเงินที่เหลือหลังค่าธรรมเนียม

สำหรับแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ยอดขายผ่าน Delivery อาจเป็นสัดส่วนสำคัญของ Revenue

แต่ยอดขายผ่าน Platform อาจมีโครงสร้างต้นทุนต่างจากยอดหน้าร้าน

เช่น

  • ค่าธรรมเนียม Platform
  • Promotion
  • Packaging
  • ค่าใช้จ่ายในการทำ Campaign
  • ราคาขายหรือส่วนลดที่แตกต่างกัน

ดังนั้นหากแบรนด์มี Delivery Sales สูง ควรถามต่อว่า

ยอดขายจากช่องทางนี้สร้าง Contribution หรือกำไรให้ร้านจริงเท่าไร?

ไม่ใช่ดูเฉพาะยอด Gross Sales จาก Platform


10 ตัวเลขที่ควรถามก่อนซื้อแฟรนไชส์

หากต้องการเข้าใจว่าร้านหนึ่ง “ขายดีและทำกำไรได้จริงหรือไม่” นักลงทุนควรพยายามดูอย่างน้อย

  1. ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน
  2. Average Ticket
  3. จำนวน Transaction
  4. ต้นทุนสินค้า / COGS
  5. Gross Profit Margin
  6. ค่าแรง
  7. ค่าเช่า
  8. Royalty Fee + Marketing Fee
  9. ค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น
  10. กำไรที่เหลือ และนิยามของกำไรนั้น

เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ จึงเริ่มวิเคราะห์ต่อได้ว่า

ROI เท่าไร?
คืนทุนประมาณกี่ปี?
ยอดขายขั้นต่ำที่ต้องทำคือเท่าไร?


อย่าดูตัวเลขเพียงเดือนเดียว

ธุรกิจบางประเภทมี Seasonality สูง

ตัวอย่างเช่น ยอดขายอาจดีมากในช่วง

เทศกาล
ปิดเทอม
หน้าร้อน
ปลายปี
ช่วงเปิดตัวร้าน

แต่ลดลงในเดือนปกติ

ดังนั้นหากเป็นไปได้ ควรพิจารณาข้อมูลในช่วงเวลาที่เพียงพอเพื่อเห็นทั้งเดือนที่ยอดขายสูงและต่ำ แทนที่จะนำเดือนที่ดีที่สุดมาใช้ประมาณการทั้งปี

เพราะสิ่งที่นักลงทุนต้องการรู้จริง ๆ ไม่ใช่

“ร้านเคยขายสูงสุดเท่าไร?”

แต่คือ

“ร้านสามารถสร้างผลประกอบการในระดับไหนได้อย่างสม่ำเสมอ?”


แล้วกำไรที่แบรนด์บอก เชื่อได้แค่ไหน?

ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เชื่อได้หรือไม่ได้”

แต่ควรถามว่า

“ตัวเลขนี้คำนวณอย่างไร?”

เช่น หากได้รับข้อมูลว่า

กำไรประมาณ 20%

ควรถามต่อว่า

20% ของอะไร?

เป็น Gross Margin หรือ Net Profit Margin?

หักค่าเช่าแล้วหรือยัง?

หักค่าแรงหรือยัง?

รวมเงินเดือนเจ้าของหรือผู้จัดการหรือไม่?

หัก Royalty และ Marketing Fee หรือยัง?

รวมค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย หรือภาษีหรือไม่?

เพียงเปลี่ยนนิยามของคำว่า “กำไร” ตัวเลขที่นักลงทุนเข้าใจก็อาจแตกต่างกันมาก


ยอดขายและกำไรเชื่อมกับ ROI อย่างไร?

เมื่อรู้กำไรที่สมเหตุสมผลแล้ว จึงสามารถนำไปวิเคราะห์ ROI แฟรนไชส์

ตัวอย่าง

ลงทุนทั้งหมด 1,000,000 บาท

กำไรสุทธิจากการลงทุนตามสมมติฐาน 250,000 บาทต่อปี

ROI แบบง่ายคือ

250,000 ÷ 1,000,000 × 100

= 25% ต่อปี

แต่หากเราเข้าใจผิดและนำยอดขาย เช่น 3 ล้านบาทต่อปี ไปใช้แทนกำไร การวิเคราะห์ ROI จะผิดตั้งแต่ต้น

ดังนั้นก่อนคำนวณผลตอบแทน

ต้องเข้าใจกำไรก่อน


ยอดขายและกำไรเชื่อมกับระยะเวลาคืนทุนอย่างไร?

เช่นเดียวกับ Payback Period

สมมติลงทุน 1 ล้านบาท

ร้านมียอดขายปีละ 4 ล้านบาท

ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวยังตอบไม่ได้ว่าจะคืนทุนกี่ปี

หากสุดท้ายธุรกิจสร้างเงินกลับคืนได้ปีละ 250,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนแบบง่ายอาจอยู่ประมาณ 4 ปี

แต่หากเหลือ 500,000 บาทต่อปี ก็อาจลดเหลือประมาณ 2 ปี

ดังนั้น

ยอดขายบอกขนาดธุรกิจ แต่กำไรและกระแสเงินสดช่วยบอกความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้เงินลงทุน


5 Red Flags เมื่อดูตัวเลขยอดขายและกำไรแฟรนไชส์

ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรระวังหากพบว่า

1. โชว์ยอดขาย แต่ไม่พูดถึงต้นทุน

ยอดขายสูงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะประเมินความคุ้มค่า

2. บอก “กำไร X%” แต่ไม่ระบุว่าหักอะไรแล้ว

ต้องรู้ว่าเป็น Margin ระดับใด

3. ใช้สาขาที่ดีที่สุดเป็นตัวแทนทั้งระบบ

ควรดูบริบทของสาขาและข้อมูลจากหลายสาขาหากมี

4. ตัวเลขไม่รวม Royalty หรือ Marketing Fee

ค่าธรรมเนียมเหล่านี้มีผลต่อ Economics ของ Franchisee โดยตรง

5. ไม่มี Scenario เมื่อยอดขายต่ำกว่าเป้า

ธุรกิจควรถูกทดสอบด้วย Base Case และ Downside Case ไม่ใช่เฉพาะกรณีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน


ก่อนลงทุนแฟรนไชส์ ควรดูตัวเลขไหน?

หากต้องสรุปให้เป็นลำดับง่าย ๆ อย่าหยุดอยู่ที่

“ยอดขายเท่าไร?”

ให้ไล่ต่อเป็น

ยอดขายเท่าไร?

ต้นทุนสินค้าเท่าไร?

Gross Profit เหลือเท่าไร?

ค่าแรง + ค่าเช่า + Fees + Operating Cost เท่าไร?

สุดท้ายเหลือกำไรและกระแสเงินสดเท่าไร?

เทียบกับเงินลงทุนแล้ว ROI เท่าไร?

คาดว่าจะคืนทุนเมื่อไร?

เมื่อดูครบทั้ง Flow นักลงทุนจะเห็นภาพธุรกิจได้มากกว่าการเห็นเพียงตัวเลขยอดขายสูง ๆ เพียงตัวเดียว


สรุป: ยอดขายสูงไม่สำคัญเท่า “ขายแล้วเหลือเท่าไร”

Revenue บอกว่าธุรกิจขายได้เท่าไร

Gross Profit บอกว่า หลังหักต้นทุนสินค้าแล้วเหลือเท่าไร

Operating Profit ช่วยสะท้อนผลหลังค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

และ Net Profit ช่วยให้เห็นผลกำไรหลังรายการที่เกี่ยวข้องตามนิยามที่ใช้

ดังนั้นก่อนลงทุนแฟรนไชส์ อย่าถามเพียง

“ร้านนี้ยอดขายเดือนละเท่าไร?”

แต่ควรถามต่อว่า

“จากยอดขายนั้น สุดท้ายเหลือกำไรเท่าไร และต้องใช้เงินลงทุนเท่าไรเพื่อสร้างกำไรนั้น?”

เพราะสำหรับนักลงทุน ยอดขายที่ดูใหญ่ ไม่ได้มีความหมายมากนัก หากต้นทุนกินรายได้จนแทบไม่เหลือผลตอบแทน


กำลังเปรียบเทียบแฟรนไชส์ แต่ไม่แน่ใจว่าควรดูตัวเลขไหน?

หากคุณกำลังพิจารณาแฟรนไชส์หลายแบรนด์ และต้องการเข้าใจทั้ง เงินลงทุน ยอดขาย กำไร ROI ระยะเวลาคืนทุน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อได้ที่:

👉 ลงทุนแฟรนไชส์อย่างไร? คู่มือเลือกและวิเคราะห์ก่อนซื้อ

หรือเข้ามา ปรึกษาและพูดคุยกับทีม FRANZBIZ เพื่อช่วยแนะนำแฟรนไชส์ให้เหมาะกับ งบประมาณ พื้นที่ ประสบการณ์ และเป้าหมายการลงทุนของคุณ

ข่าวอื่นๆ

ROI TOOL คำนวนการคืนทุนเบื้องต้น

Total Investment งบลงทุนรวม (THB) Duration of the franchise agreement อายุสัญญา ( ใส่จำนวน ปี เช่น 3 )
Rental/ ค่าเช่า (THB)
Wage/ ค่าแรง (THB)
Material cost/ ต้นทุนวัตถุดิบ % (ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 40)
Others/ค่าใช้จ่ายอื่นๆ % ( ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 4 )
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน (THB)

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน:

My ROI is (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

TOTAL INVESTMENT งบลงทุนรวม:
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน:
Monthly Cost ต้นทุนรายเดือน:
Monthly Profit กำไรต่อเดือน:
Duration of franchise agreement อายุสัญญา:
Breakeven จุดคุ้มทุน:
ติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนแฟรนไชส์

Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253