Franchise Agreement คืออะไร? ก่อนทำสัญญาต้องตกลงเรื่องใดบ้าง

Franchise Agreement คืออะไร? ก่อนทำสัญญาต้องตกลงเรื่องใดบ้าง

การสร้างแฟรนไชส์ไม่ได้จบเพียงการออกแบบแบรนด์ วางระบบ หรือจัดทำคู่มือ

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ Franchise Agreement (สัญญาแฟรนไชส์) ซึ่งเป็นเอกสารกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของทั้งเจ้าของแบรนด์และผู้รับแฟรนไชส์

หลายธุรกิจใช้สัญญาทั่วไปที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต หรือคัดลอกจากแบรนด์อื่น แต่กลับพบปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาท เพราะรายละเอียดของแต่ละธุรกิจแตกต่างกัน

การมีสัญญาแฟรนไชส์ที่ชัดเจนจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน

Franchise Agreement คืออะไร

Franchise Agreement คือ

สัญญาที่กำหนดเงื่อนไขการให้สิทธิ์ใช้แบรนด์ ระบบธุรกิจ และ Know-how ระหว่างเจ้าของแฟรนไชส์ (Franchisor) กับผู้รับแฟรนไชส์ (Franchisee)

สัญญาฉบับนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน ลดความคลุมเครือ และใช้เป็นหลักฐานหากเกิดข้อพิพาทในอนาคต

ทำไมสัญญาแฟรนไชส์จึงสำคัญ

หากไม่มีสัญญาที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหา เช่น

  • ขอบเขตสิทธิไม่ชัดเจน
  • ใช้แบรนด์ผิดวัตถุประสงค์
  • เปิดร้านแข่งขันกันเอง
  • ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน
  • ยกเลิกสัญญาแล้วเกิดข้อโต้แย้ง

สัญญาที่ดีช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ต้น

12 เรื่องสำคัญที่ควรตกลงก่อนลงนาม

  1. สิทธิในการใช้แบรนด์

ระบุให้ชัดเจนว่า

  • ใช้ชื่อแบรนด์อะไร
  • ใช้โลโก้ได้อย่างไร
  • ใช้เครื่องหมายการค้าในขอบเขตใด
  1. พื้นที่ (Territory)

กำหนดพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น

  • สิทธิ์เฉพาะพื้นที่
  • ระยะห่างระหว่างสาขา
  • การเปิดสาขาใหม่ในอนาคต

เพื่อลดปัญหาการแข่งขันกันเอง

  1. อายุสัญญา

ระบุระยะเวลาของสิทธิแฟรนไชส์ เช่น

  • 3 ปี
  • 5 ปี
  • 10 ปี

รวมถึงเงื่อนไขการต่ออายุ

  1. Franchise Fee

กำหนด

  • ค่าธรรมเนียมแรกเข้า
  • กำหนดเวลาชำระ
  • สิ่งที่ได้รับจากค่าธรรมเนียมดังกล่าว
  1. Royalty Fee และ Marketing Fee

ระบุให้ชัดว่า

  • เก็บหรือไม่
  • คิดเป็นเปอร์เซ็นต์หรือเหมาจ่าย
  • ชำระเมื่อใด
  • ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
  1. มาตรฐานการดำเนินงาน

กำหนดให้ผู้รับแฟรนไชส์ต้องปฏิบัติตาม

  • SOP
  • Franchise Manual
  • มาตรฐานสินค้า
  • มาตรฐานบริการ

เพื่อรักษาคุณภาพของแบรนด์

  1. การอบรมและการสนับสนุน

ระบุว่าเจ้าของแบรนด์จะสนับสนุนอะไรบ้าง เช่น

  • อบรมก่อนเปิดร้าน
  • Opening Support
  • QA/QC
  • การให้คำปรึกษา
  1. ระบบจัดซื้อและวัตถุดิบ

กำหนดว่า

  • วัตถุดิบใดต้องซื้อจากส่วนกลาง
  • Approved Supplier มีหรือไม่
  • ขั้นตอนการสั่งซื้อเป็นอย่างไร
  1. การรักษาความลับ (Confidentiality)

กำหนดให้ผู้รับแฟรนไชส์ไม่นำสูตร วิธีการดำเนินงาน หรือข้อมูลภายในไปเปิดเผยแก่บุคคลภายนอก

  1. การแข่งขัน (Non-Compete)

ระบุข้อกำหนดเกี่ยวกับการไม่ใช้ Know-how ของแบรนด์ไปดำเนินธุรกิจที่แข่งขันกัน ทั้งในระหว่างอายุสัญญา และภายหลังสิ้นสุดสัญญา (ตามขอบเขตที่กฎหมายรองรับ)

  1. การยกเลิกสัญญา

กำหนดกรณีที่สามารถยกเลิกสัญญาได้ เช่น

  • ผิดนัดชำระเงิน
  • ไม่รักษามาตรฐาน
  • ใช้แบรนด์ผิดเงื่อนไข
  • ละเมิดข้อกำหนดสำคัญ

รวมถึงขั้นตอนการแจ้งและการแก้ไขก่อนยกเลิก

  1. การระงับข้อพิพาท

ระบุแนวทางเมื่อเกิดข้อขัดแย้ง เช่น

  • การเจรจา
  • การไกล่เกลี่ย
  • การดำเนินคดีตามกฎหมาย

เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจขั้นตอนล่วงหน้า

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

“ใช้สัญญาของแบรนด์อื่นได้”

แต่ละธุรกิจมีรูปแบบ รายได้ ระบบสนับสนุน และความเสี่ยงต่างกัน การคัดลอกสัญญาอาจทำให้เงื่อนไขไม่สอดคล้องกับธุรกิจของตนเอง

“สัญญายิ่งยาวยิ่งดี”

สิ่งสำคัญไม่ใช่จำนวนหน้า แต่คือความชัดเจน ครอบคลุม และสามารถนำไปใช้ได้จริง

“ตกลงกันด้วยวาจาก็พอ”

การตกลงด้วยวาจาอาจเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน การมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรช่วยลดความเสี่ยงและใช้เป็นหลักฐานได้หากเกิดข้อพิพาท

Checklist ก่อนลงนาม Franchise Agreement

ตรวจสอบให้ครบก่อนเซ็นสัญญา

✅ ขอบเขตสิทธิในการใช้แบรนด์

✅ ระยะเวลาสัญญา

✅ Franchise Fee

✅ Royalty Fee

✅ Marketing Fee

✅ Territory

✅ มาตรฐานการดำเนินงาน

✅ การอบรมและการสนับสนุน

✅ ระบบจัดซื้อ

✅ Confidentiality

✅ Non-Compete

✅ เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา

FAQ

Franchise Agreement จำเป็นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่?

ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้เงื่อนไขต่าง ๆ ชัดเจน และใช้เป็นหลักฐานได้หากเกิดข้อพิพาท

สัญญาแฟรนไชส์ใช้แบบเดียวกันกับทุกสาขาได้หรือไม่?

โดยทั่วไปสามารถใช้โครงสร้างเดียวกันได้ แต่บางกรณีอาจต้องปรับรายละเอียดให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ พื้นที่ หรือโมเดลแฟรนไชส์

ควรให้ทนายตรวจสัญญาหรือไม่?

ควร เพราะสัญญาแฟรนไชส์เป็นเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และควรสอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจของแต่ละแบรนด์

สรุป

Franchise Agreement ไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดกติกาการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าของแบรนด์และผู้รับแฟรนไชส์

การจัดทำสัญญาที่ชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับระบบธุรกิจ จะช่วยลดข้อพิพาท รักษามาตรฐาน และสร้างความมั่นใจให้ทั้งสองฝ่ายในระยะยาว

ให้ FRANZBIZ ช่วยจัดทำ Franchise Agreement สำหรับธุรกิจของคุณ

การจัดทำสัญญาแฟรนไชส์ที่ดี ต้องสอดคล้องกับโมเดลธุรกิจ ระบบแฟรนไชส์ และแผนการขยายของแต่ละแบรนด์ ไม่ใช่เพียงการใช้แบบฟอร์มสำเร็จรูป

ทีม FRANZBIZ พร้อมให้คำปรึกษาและจัดทำ Franchise Agreement ที่ครอบคลุมทั้งด้านธุรกิจและการดำเนินงาน เพื่อช่วยให้คุณเริ่มขายแฟรนไชส์ได้อย่างมั่นใจ

นัดหมายปรึกษาการจัดทำ Franchise Agreement

ขอคำแนะนำด้านกฎหมายแฟรนไชส์

หากต้องการศึกษาภาพรวมการสร้างแฟรนไชส์ทั้งหมด อ่าน คู่มือสร้างแฟรนไชส์ฉบับสมบูรณ์: ตั้งแต่เตรียมธุรกิจจนพร้อมขายสิทธิ์

ข่าวอื่นๆ

ROI TOOL คำนวนการคืนทุนเบื้องต้น

Total Investment งบลงทุนรวม (THB) Duration of the franchise agreement อายุสัญญา ( ใส่จำนวน ปี เช่น 3 )
Rental/ ค่าเช่า (THB)
Wage/ ค่าแรง (THB)
Material cost/ ต้นทุนวัตถุดิบ % (ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 40)
Others/ค่าใช้จ่ายอื่นๆ % ( ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 4 )
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน (THB)

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน:

My ROI is (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

TOTAL INVESTMENT งบลงทุนรวม:
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน:
Monthly Cost ต้นทุนรายเดือน:
Monthly Profit กำไรต่อเดือน:
Duration of franchise agreement อายุสัญญา:
Breakeven จุดคุ้มทุน:
ติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนแฟรนไชส์

Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253