ธุรกิจแบบไหนทำเป็นแฟรนไชส์ได้? เช็กความพร้อมก่อนขยายสาขา

ธุรกิจแบบไหนสามารถทำเป็นแฟรนไชส์ได้? เช็กความพร้อมก่อนเริ่มขยายสาขา

ธุรกิจที่สามารถทำเป็นแฟรนไชส์ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับประเทศเท่านั้น แต่ต้องเป็นธุรกิจที่มีโมเดลชัดเจน มีตลาดรองรับ สร้างรายได้จริง และสามารถถ่ายทอดวิธีการทำงานให้บุคคลอื่นนำไปทำซ้ำได้

หัวใจสำคัญของการทำแฟรนไชส์จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ธุรกิจขายดีหรือไม่” แต่ต้องดูด้วยว่า ธุรกิจสามารถขยายโดยให้ผู้อื่นลงทุนและบริหารภายใต้มาตรฐานเดียวกันได้หรือไม่

โดยทั่วไป ธุรกิจที่เหมาะกับการทำแฟรนไชส์ควรมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  1. มีลูกค้าและความต้องการในตลาดจริง
  2. มีจุดขายที่แตกต่างและอธิบายได้
  3. มีตัวเลขยอดขาย ต้นทุน และกำไรที่ตรวจสอบได้
  4. มีสาขาต้นแบบหรือโมเดลที่ผ่านการทดลอง
  5. ขั้นตอนการทำงานสามารถถ่ายทอดได้
  6. ไม่พึ่งพาความสามารถของเจ้าของเพียงคนเดียว
  7. มีวัตถุดิบและ Supply Chain ที่รองรับการขยาย
  8. ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
  9. มีระบบควบคุมคุณภาพและสนับสนุนสาขา
  10. เจ้าของธุรกิจพร้อมเปลี่ยนบทบาทมาบริหารเครือข่าย

หากธุรกิจยังขาดบางข้อ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำแฟรนไชส์ได้ แต่อาจต้องปรับโมเดล พัฒนาระบบ หรือทดลองสาขาต้นแบบเพิ่มเติมก่อนเริ่มขายสิทธิ์ให้ผู้ลงทุน

สารบัญ

  1. การทำธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์หมายถึงอะไร
  2. ธุรกิจประเภทใดสามารถทำแฟรนไชส์ได้บ้าง
  3. 10 คุณสมบัติของธุรกิจที่เหมาะกับการทำแฟรนไชส์
  4. ธุรกิจขายดี แต่ทำไมอาจยังไม่พร้อมทำแฟรนไชส์
  5. มีเพียงหนึ่งสาขา ทำแฟรนไชส์ได้หรือไม่
  6. ธุรกิจบริการทำแฟรนไชส์ได้หรือไม่
  7. ธุรกิจที่พึ่งพาฝีมือเจ้าของควรปรับอย่างไร
  8. ธุรกิจแบบไหนยังไม่ควรรีบขายแฟรนไชส์
  9. Checklist ประเมินความพร้อมเบื้องต้น
  10. คำถามที่พบบ่อย
  11. สรุป

การทำธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์หมายถึงอะไร

การทำธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์ คือการพัฒนาธุรกิจที่เจ้าของเคยบริหารด้วยตนเอง ให้กลายเป็นระบบที่บุคคลอื่นสามารถลงทุน เรียนรู้ และนำไปดำเนินงานภายใต้ชื่อแบรนด์และมาตรฐานเดียวกัน

เจ้าของแฟรนไชส์หรือ Franchisor จะมอบสิทธิ์บางอย่างให้ผู้ลงทุน เช่น

  • สิทธิ์ใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้า
  • รูปแบบร้านหรือรูปแบบการให้บริการ
  • สูตรสินค้าและวิธีการผลิต
  • ระบบการบริหาร
  • SOP และคู่มือการทำงาน
  • ระบบอบรม
  • รายชื่อวัตถุดิบและอุปกรณ์
  • ระบบการตลาด
  • ระบบสนับสนุนและควบคุมมาตรฐาน

ส่วนผู้รับแฟรนไชส์หรือ Franchisee จะเป็นผู้ลงทุนและบริหารสาขาตามระบบที่เจ้าของแบรนด์กำหนด

ดังนั้น การขายแฟรนไชส์จึงไม่ใช่แค่การขายโลโก้ ขายสูตร หรืออนุญาตให้นำชื่อร้านไปใช้ แต่เป็นการส่งมอบ “โมเดลธุรกิจที่สามารถทำซ้ำได้” พร้อมระบบสนับสนุนตลอดระยะเวลาที่กำหนด

อ่านภาพรวม: คู่มือสร้างแฟรนไชส์ฉบับสมบูรณ์ ตั้งแต่เตรียมธุรกิจจนพร้อมขายสิทธิ์

หมายเหตุสำหรับทีมเว็บไซต์: ช่วงที่ Pillar Page ยังไม่ได้เผยแพร่ ให้ใส่เป็นข้อความธรรมดาก่อน และเพิ่ม Internal Link ภายหลัง

ธุรกิจประเภทใดสามารถทำแฟรนไชส์ได้บ้าง

หลายคนเข้าใจว่าแฟรนไชส์เหมาะกับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น เพราะเป็นกลุ่มที่พบเห็นได้บ่อย แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจหลายประเภทสามารถพัฒนาเป็นแฟรนไชส์ได้ หากสามารถจัดระบบและถ่ายทอดให้ผู้อื่นทำตามได้

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

ตัวอย่างเช่น

  • ร้านอาหาร
  • ร้านกาแฟ
  • ร้านชาและเครื่องดื่ม
  • ร้านขนม
  • ร้านเบเกอรี่
  • ร้านไอศกรีม
  • ร้านอาหารแบบ Kiosk
  • ร้านอาหารแบบ Delivery
  • ธุรกิจผลิตสินค้าสำเร็จรูปสำหรับสาขา

ธุรกิจกลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบตรงที่ผู้บริโภคเข้าใจสินค้าได้ง่ายและสามารถขยายหลายทำเลได้ แต่ต้องมีสูตรที่ได้มาตรฐาน ระบบควบคุมต้นทุน และ Supply Chain ที่รองรับจำนวนสาขา

ธุรกิจบริการ

ตัวอย่างเช่น

  • ร้านเสริมสวย
  • ร้านทำเล็บ
  • ร้านซักรีด
  • ธุรกิจทำความสะอาด
  • ธุรกิจดูแลรถยนต์
  • ธุรกิจสัตว์เลี้ยง
  • คลินิกหรือศูนย์บริการบางประเภท
  • ธุรกิจให้คำปรึกษาที่สามารถจัดระบบได้

ธุรกิจบริการสามารถทำแฟรนไชส์ได้ หากมาตรฐานการให้บริการสามารถสอนและวัดผลได้ ไม่ขึ้นอยู่กับบุคลิกหรือความสามารถเฉพาะตัวของเจ้าของเพียงคนเดียว

ธุรกิจการศึกษาและเด็ก

ตัวอย่างเช่น

  • โรงเรียนสอนภาษา
  • โรงเรียนสอนศิลปะ
  • โรงเรียนสอนดนตรี
  • สถาบันสอน Coding
  • ศูนย์พัฒนาทักษะเด็ก
  • กิจกรรมเสริมพัฒนาการ
  • หลักสูตรอบรมเฉพาะด้าน

หัวใจของธุรกิจกลุ่มนี้อยู่ที่หลักสูตร ระบบอบรมผู้สอน มาตรฐานการวัดผล และคุณภาพการเรียนการสอนในแต่ละสาขา

ธุรกิจค้าปลีก

ตัวอย่างเช่น

  • ร้านสินค้าเฉพาะทาง
  • ร้านของใช้
  • ร้านสุขภาพและความงาม
  • ร้านสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง
  • ร้านสินค้าอุปโภคบริโภค
  • ร้าน Concept Store

ธุรกิจค้าปลีกต้องมีระบบจัดซื้อ สต็อก การจัดวางสินค้า และการบริหารหมวดสินค้าที่ชัดเจน

ธุรกิจสุขภาพและความงาม

ตัวอย่างเช่น

  • ร้านนวดและสปา
  • ธุรกิจดูแลผิว
  • ร้านเสริมความงาม
  • ฟิตเนสหรือสตูดิโอออกกำลังกาย
  • ศูนย์ดูแลสุขภาพบางประเภท

ธุรกิจกลุ่มนี้ต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานบุคลากร ความปลอดภัย ใบอนุญาต และการควบคุมคุณภาพอย่างมาก

ธุรกิจ B2B และบริการเฉพาะทาง

แม้จะพบไม่มากเท่าธุรกิจหน้าร้าน แต่ธุรกิจ B2B บางประเภทก็สามารถพัฒนาเป็นแฟรนไชส์หรือระบบตัวแทนได้ เช่น

  • บริการบัญชี
  • บริการด้านการตลาด
  • ศูนย์รับส่งสินค้า
  • บริการซ่อมบำรุง
  • ธุรกิจให้บริการองค์กร
  • ธุรกิจเทคโนโลยีที่มีระบบปฏิบัติงานชัดเจน

สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกให้ได้ว่าธุรกิจเหมาะกับโมเดล “แฟรนไชส์” จริง หรือเหมาะกับโมเดลตัวแทนจำหน่าย ดีลเลอร์ หรือ License มากกว่า

10 คุณสมบัติของธุรกิจที่เหมาะกับการทำแฟรนไชส์

  1. มีตลาดรองรับจริง

ธุรกิจควรมีหลักฐานว่ามีลูกค้าต้องการสินค้าและบริการจริง ไม่ใช่เพียงยอดขายช่วงเปิดร้านหรือกระแสในระยะสั้น

ข้อมูลที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่

  • จำนวนลูกค้าต่อวัน
  • ยอดซื้อเฉลี่ยต่อบิล
  • อัตราการกลับมาซื้อซ้ำ
  • สัดส่วนลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม
  • สินค้าหรือบริการที่ขายดีที่สุด
  • ช่วงเวลาที่มียอดขายสูงและต่ำ
  • ความแตกต่างระหว่างวันธรรมดาและวันหยุด
  • ผลกระทบจากฤดูกาล
  • รีวิวและข้อร้องเรียนของลูกค้า

ธุรกิจที่มีลูกค้าซื้อเพราะรู้จักเจ้าของเป็นการส่วนตัว อาจยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าแบรนด์สามารถไปเปิดในพื้นที่อื่นได้

คำถามสำคัญคือ

หากเปลี่ยนจากเจ้าของร้านเป็นผู้รับแฟรนไชส์ที่ลูกค้าไม่รู้จัก ธุรกิจยังสามารถสร้างยอดขายได้หรือไม่

  1. มีจุดขายที่แตกต่างและถ่ายทอดได้

ธุรกิจที่เหมาะกับการทำแฟรนไชส์ควรอธิบายได้ชัดว่า ลูกค้าเลือกแบรนด์นี้เพราะอะไร และนักลงทุนจะได้รับระบบหรือข้อได้เปรียบอะไรจากการซื้อแฟรนไชส์

จุดขายอาจมาจาก

  • สูตรสินค้า
  • คุณภาพวัตถุดิบ
  • ความรวดเร็ว
  • ความสะดวก
  • ราคา
  • รูปแบบร้าน
  • เทคโนโลยี
  • ประสบการณ์ลูกค้า
  • หลักสูตร
  • ระบบสมาชิก
  • ช่องทางการขาย
  • ระบบบริหารต้นทุน
  • Supply Chain
  • ฐานลูกค้าหรือชื่อเสียงของแบรนด์

อย่างไรก็ตาม จุดขายที่ดีต้องไม่ใช่เพียงคำโฆษณา เช่น “อร่อยที่สุด” หรือ “ดีที่สุด” แต่ต้องมีรายละเอียดว่าความแตกต่างนั้นเกิดจากอะไร และสามารถรักษาให้เหมือนกันทุกสาขาได้อย่างไร

  1. มีตัวเลขทางการเงินที่ตรวจสอบได้

ก่อนทำแฟรนไชส์ เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจตัวเลขของสาขาต้นแบบอย่างละเอียด ไม่ใช่รู้เพียงยอดขายรวมต่อเดือน

ตัวเลขที่ควรมี ได้แก่

  • ยอดขายเฉลี่ย
  • จำนวนลูกค้า
  • ยอดขายต่อบิล
  • ต้นทุนวัตถุดิบ
  • Gross Profit
  • ค่าแรง
  • ค่าเช่า
  • ค่าน้ำและค่าไฟ
  • ค่าการตลาด
  • ค่าแพลตฟอร์ม Delivery
  • ค่าเสียหายและของเสีย
  • ค่าใช้จ่ายบริหาร
  • กำไรจากการดำเนินงาน
  • จุดคุ้มทุน
  • เงินทุนหมุนเวียน
  • ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ

หากเจ้าของไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง จะไม่สามารถกำหนดงบลงทุน Franchise Fee, Royalty Fee หรือ Marketing Fee ได้อย่างเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ลงทุนอาจได้รับข้อมูลผลตอบแทนที่คลาดเคลื่อน และเกิดปัญหาหลังเปิดสาขา

อ่านเพิ่มเติม: Unit Economics คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนสร้างแฟรนไชส์

  1. มีสาขาต้นแบบหรือโมเดลที่ผ่านการทดลอง

สาขาต้นแบบมีหน้าที่พิสูจน์ว่ารูปแบบธุรกิจสามารถดำเนินงานได้จริง และเป็นพื้นที่สำหรับทดสอบระบบก่อนถ่ายทอดให้ผู้ลงทุน

สาขาต้นแบบควรใช้เพื่อทดสอบเรื่องต่าง ๆ เช่น

  • พื้นที่ที่เหมาะสม
  • จำนวนพนักงาน
  • ขั้นตอนการทำงาน
  • กำลังการผลิต
  • ระยะเวลาให้บริการ
  • อุปกรณ์ที่จำเป็น
  • การจัดเก็บวัตถุดิบ
  • ระบบสต็อก
  • ระบบ POS
  • การบริหารยอดขายและต้นทุน
  • การแก้ปัญหาเมื่อพนักงานไม่ครบ
  • การทำงานโดยไม่มีเจ้าของอยู่ประจำ

สิ่งสำคัญคือ สาขาต้นแบบต้องไม่ใช่เพียงร้านโชว์ที่เจ้าของลงไปช่วยทุกวันจนผลลัพธ์ดูดีกว่าความเป็นจริง

สาขาต้นแบบควรสะท้อนสภาพที่ผู้รับแฟรนไชส์จะต้องเผชิญจริง

  1. ขั้นตอนการทำงานสามารถถ่ายทอดได้

ธุรกิจแฟรนไชส์ต้องสามารถเปลี่ยนความรู้ที่อยู่ในตัวเจ้าของหรือพนักงานเก่า ให้กลายเป็นขั้นตอนที่บุคคลอื่นเรียนรู้และทำตามได้

ตัวอย่างเช่น

  • การเปิดร้าน
  • การปิดร้าน
  • การเตรียมสินค้า
  • การให้บริการ
  • การรับ Order
  • การควบคุมคุณภาพ
  • การทำความสะอาด
  • การจัดการสต็อก
  • การสั่งซื้อ
  • การรับพนักงาน
  • การอบรมพนักงาน
  • การจัดการข้อร้องเรียน
  • การทำการตลาดในพื้นที่
  • การรายงานผลการดำเนินงาน

หากพนักงานต้องถามเจ้าของทุกครั้งที่เกิดปัญหา แสดงว่าธุรกิจยังพึ่งพาคนมากกว่าระบบ

ก่อนขยายแฟรนไชส์ ธุรกิจควรมี SOP, Checklist, แบบฟอร์ม และคู่มือที่ใช้งานได้จริง

อ่านเพิ่มเติม: SOP คืออะไร และธุรกิจแฟรนไชส์ต้องมี SOP อะไรบ้าง

  1. ไม่พึ่งพาความสามารถของเจ้าของเพียงคนเดียว

ธุรกิจจำนวนมากประสบความสำเร็จเพราะเจ้าของมีความสามารถเฉพาะตัว เช่น

  • ทำอาหารเก่งมาก
  • รู้จักลูกค้าทุกคน
  • ขายเก่ง
  • มีชื่อเสียงบน Social Media
  • แก้ปัญหาหน้างานได้รวดเร็ว
  • ควบคุมพนักงานได้ดี
  • มี Connection ในพื้นที่

แต่เมื่อถ่ายทอดให้ผู้รับแฟรนไชส์ ผลลัพธ์อาจไม่เหมือนเดิม เพราะผู้ลงทุนไม่มีความสามารถหรือเครือข่ายแบบเดียวกับเจ้าของ

เจ้าของธุรกิจจึงต้องแยกให้ได้ว่า

  • ความสำเร็จเกิดจากแบรนด์และระบบ
  • หรือเกิดจากตัวเจ้าของเป็นหลัก

วิธีทดสอบที่ดีคือ ลองให้ผู้จัดการหรือทีมงานบริหารสาขาโดยเจ้าของลดการเข้าไปช่วย แล้วตรวจดูว่ายอดขาย คุณภาพ และการบริหารยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่

  1. มี Supply Chain ที่รองรับการขยาย

หากธุรกิจมีวัตถุดิบ สูตร หรืออุปกรณ์เฉพาะ ต้องตรวจสอบว่าระบบจัดซื้อและจัดส่งรองรับจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

คำถามที่เจ้าของควรตอบให้ได้ ได้แก่

  • วัตถุดิบหลักมาจากไหน
  • ผู้ผลิตมีกำลังการผลิตเท่าไร
  • มีผู้ผลิตสำรองหรือไม่
  • สามารถจัดส่งต่างจังหวัดได้หรือไม่
  • ต้นทุนขนส่งเท่าไร
  • สินค้ามีอายุการเก็บนานเท่าไร
  • ต้องควบคุมอุณหภูมิหรือไม่
  • ขั้นต่ำในการสั่งซื้อเท่าไร
  • สาขาควรเก็บสต็อกกี่วัน
  • หากวัตถุดิบขาดจะใช้อะไรทดแทน
  • คุณภาพของวัตถุดิบแต่ละรอบสม่ำเสมอหรือไม่

ธุรกิจบางรายขายแฟรนไชส์ได้ แต่ไม่สามารถจัดส่งวัตถุดิบได้ทัน ทำให้สาขาเปิดไม่ได้หรือสินค้าไม่มีคุณภาพเท่ากัน

ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้ลงทุนและผู้บริโภค

อ่านเพิ่มเติม: Supply Chain แฟรนไชส์ ควรบังคับซื้อวัตถุดิบจากส่วนกลางหรือไม่

  1. ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม

แฟรนไชส์ที่ดีต้องสร้างความสมดุลระหว่างผลตอบแทนของเจ้าของแบรนด์กับผลตอบแทนของผู้รับแฟรนไชส์

เจ้าของแบรนด์อาจมีรายได้จาก

  • Franchise Fee
  • Royalty Fee
  • Marketing Fee
  • กำไรจากวัตถุดิบ
  • กำไรจากอุปกรณ์
  • ค่าระบบ
  • ค่าต่ออายุ
  • ค่าบริการเพิ่มเติม

แต่หากเก็บค่าธรรมเนียมสูงเกินไป จนผู้ลงทุนเหลือกำไรน้อย โมเดลจะขยายได้ยากและอาจเกิดความขัดแย้งในระยะยาว

ก่อนทำแฟรนไชส์ ควรจำลองผลประกอบการอย่างน้อยสามกรณี

  1. กรณียอดขายต่ำกว่าคาด
  2. กรณียอดขายปกติ
  3. กรณียอดขายดี

แล้วตรวจสอบว่าในแต่ละกรณี ผู้ลงทุนยังสามารถชำระค่าใช้จ่ายและบริหารกิจการได้หรือไม่

  1. มีระบบควบคุมคุณภาพและสนับสนุนสาขา

เจ้าของแฟรนไชส์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงขายสิทธิ์ แต่ต้องช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเปิดและบริหารสาขาภายใต้มาตรฐานของแบรนด์ได้

ระบบสนับสนุนอาจครอบคลุม

  • การประเมินทำเล
  • การออกแบบร้าน
  • การเตรียมเปิดสาขา
  • การอบรม
  • การจัดซื้อ
  • การตลาดเปิดร้าน
  • ระบบ POS
  • การให้คำปรึกษาหลังเปิด
  • การตรวจมาตรฐาน
  • การแก้ไขปัญหา
  • การพัฒนาสินค้า
  • การตลาดส่วนกลาง
  • การประชุมเครือข่าย

ขณะเดียวกัน ต้องมีระบบ Quality Control ที่วัดผลได้ เช่น

  • Checklist การตรวจสาขา
  • คะแนนมาตรฐาน
  • Mystery Shopper
  • การตรวจสินค้า
  • การตรวจความสะอาด
  • การตรวจการใช้สื่อแบรนด์
  • การติดตามรีวิวลูกค้า
  • แผนแก้ไขเมื่อไม่ผ่านมาตรฐาน

หากเจ้าของไม่มีทีมสนับสนุน สาขาที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นภาระและส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของแบรนด์

  1. เจ้าของพร้อมเปลี่ยนจากผู้บริหารร้านเป็นผู้บริหารระบบ

เมื่อเริ่มขยายแฟรนไชส์ บทบาทของเจ้าของจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

จากเดิมที่เน้น

  • ดูแลยอดขายหน้าร้าน
  • คุมพนักงาน
  • สั่งวัตถุดิบ
  • แก้ปัญหาลูกค้า
  • ดูแลการผลิต

เจ้าของต้องเริ่มทำงานในระดับระบบ เช่น

  • วางแผนขยายเครือข่าย
  • พัฒนามาตรฐาน
  • บริหารความสัมพันธ์กับ Franchisee
  • พัฒนาทีมสนับสนุน
  • ควบคุมคุณภาพหลายสาขา
  • บริหาร Supply Chain
  • วิเคราะห์ข้อมูลเครือข่าย
  • พัฒนาการตลาดส่วนกลาง
  • จัดการข้อขัดแย้ง
  • พัฒนาสินค้าและระบบอย่างต่อเนื่อง

หากเจ้าของต้องการเพียงเก็บ Franchise Fee แต่ไม่ต้องการรับผิดชอบการสนับสนุนเครือข่าย โมเดลแฟรนไชส์อาจไม่เหมาะกับเป้าหมายของธุรกิจ

ธุรกิจขายดี แต่ทำไมอาจยังไม่พร้อมทำแฟรนไชส์

ยอดขายสูงเป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่ใช่หลักฐานเพียงพอว่าธุรกิจพร้อมทำแฟรนไชส์

ธุรกิจขายดีอาจยังไม่พร้อม หากมีลักษณะดังต่อไปนี้

ยอดขายดีเพราะทำเลพิเศษ

ร้านอาจตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีลูกค้าจำนวนมาก เช่น สถานที่ท่องเที่ยว หน้าโรงเรียน หรืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่ แต่เมื่อขยายไปทำเลทั่วไป อาจไม่สามารถสร้างยอดขายระดับเดียวกันได้

ยอดขายดีเพราะเจ้าของมีชื่อเสียง

หากลูกค้ามาเพราะติดตามเจ้าของหรือ Influencer การเปิดสาขาที่ไม่มีเจ้าของอาจสร้างยอดขายได้ไม่เท่ากัน

ยอดขายสูงแต่กำไรต่ำ

บางธุรกิจมียอดขายมาก แต่มีต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า หรือค่าการตลาดสูง จนผลตอบแทนไม่เหมาะกับผู้ลงทุน

ระบบยังอยู่ในหัวเจ้าของ

แม้ร้านจะขายดี แต่หากไม่มี SOP คู่มือ หรือข้อมูลการบริหาร เมื่อถ่ายทอดให้บุคคลอื่น ผลลัพธ์อาจลดลงอย่างมาก

เจ้าของยังต้องอยู่ร้านทุกวัน

หากร้านทำงานไม่ได้เมื่อเจ้าของไม่อยู่ แสดงว่ายังไม่มีระบบที่สามารถทำซ้ำได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น ก่อนทำแฟรนไชส์ ต้องแยกคำว่า “ร้านขายดี” ออกจากคำว่า “โมเดลพร้อมขยาย” ให้ชัดเจน

มีเพียงหนึ่งสาขา ทำแฟรนไชส์ได้หรือไม่

ธุรกิจที่มีเพียงหนึ่งสาขาสามารถเริ่มวางระบบแฟรนไชส์ได้ แต่ควรพิจารณาความพร้อมอย่างรอบคอบก่อนเริ่มขายสิทธิ์

การมีหนึ่งสาขาไม่ใช่ปัญหาโดยตรง หากสาขานั้น

  • เปิดดำเนินการมานานพอ
  • มีข้อมูลยอดขายและต้นทุนครบ
  • ผ่านช่วงฤดูกาลต่าง ๆ
  • มีพนักงานบริหารแทนเจ้าของได้
  • มีระบบที่ถ่ายทอดได้
  • มีตลาดรองรับ
  • มีผลกำไรที่เหมาะสม
  • สามารถจำลองการเปิดในทำเลอื่นได้

อย่างไรก็ตาม การมีมากกว่าหนึ่งสาขาจะช่วยพิสูจน์ว่าโมเดลไม่ได้สำเร็จเพราะทำเลหรือทีมงานชุดเดียว

ก่อนขายแฟรนไชส์ ธุรกิจอาจทดลองเปิดสาขาที่สองโดยใช้ทีมใหม่ เพื่อทดสอบว่า

  • ระบบสามารถถ่ายทอดได้จริงหรือไม่
  • งบลงทุนตรงกับประมาณการหรือไม่
  • ใช้เวลาเปิดสาขานานเท่าไร
  • พนักงานใหม่เรียนรู้งานได้เร็วเพียงใด
  • คุณภาพสินค้าและบริการใกล้เคียงสาขาแรกหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม: ธุรกิจต้องมีกี่สาขาก่อนเริ่มขายแฟรนไชส์

ธุรกิจบริการทำแฟรนไชส์ได้หรือไม่

ธุรกิจบริการสามารถทำแฟรนไชส์ได้ และหลายประเภทมีโอกาสขยายได้ดี เพราะไม่จำเป็นต้องลงทุนในวัตถุดิบหรือพื้นที่ขนาดใหญ่เหมือนธุรกิจอาหารบางประเภท

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบริการมีความท้าทายสำคัญคือ คุณภาพมักขึ้นอยู่กับพนักงานและประสบการณ์ของลูกค้า

ก่อนทำแฟรนไชส์ ธุรกิจบริการควรมีระบบด้านต่อไปนี้

Service Standard

กำหนดว่าพนักงานต้องให้บริการอย่างไร ตั้งแต่การต้อนรับ การสอบถามความต้องการ การให้บริการ จนถึงการติดตามผล

Training Program

กำหนดหลักสูตร ระยะเวลา วิธีประเมิน และมาตรฐานที่พนักงานต้องผ่านก่อนให้บริการจริง

Customer Journey

ออกแบบประสบการณ์ของลูกค้าให้สม่ำเสมอทุกสาขา

Quality Control

มีวิธีตรวจคุณภาพ เช่น Checklist, Supervisor Visit, Mystery Shopper หรือการประเมินจากลูกค้า

Recruitment Standard

กำหนดคุณสมบัติพนักงาน วิธีสัมภาษณ์ และเกณฑ์การรับเข้าทำงาน

Capacity Management

คำนวณจำนวนลูกค้าที่พนักงานหนึ่งคนสามารถให้บริการได้ เพื่อควบคุมยอดขายและคุณภาพ

ธุรกิจบริการที่ระบบชัดเจนสามารถสร้างแฟรนไชส์ได้ แม้สินค้าที่ขายจะเป็น “ประสบการณ์” มากกว่าสิ่งของที่จับต้องได้

ธุรกิจที่พึ่งพาฝีมือเจ้าของควรปรับอย่างไร

ธุรกิจที่พึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวไม่ได้หมายความว่าจะทำแฟรนไชส์ไม่ได้ แต่ต้องเปลี่ยนความเชี่ยวชาญนั้นให้กลายเป็นระบบ

ตัวอย่างแนวทางปรับ ได้แก่

แยกขั้นตอนการทำงาน

บันทึกว่าเจ้าของทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วแยกออกเป็นขั้นตอนย่อย

กำหนดมาตรฐานผลลัพธ์

ระบุว่าผลงานที่ผ่านมาตรฐานต้องมีลักษณะอย่างไร ไม่ควรใช้คำกว้าง ๆ เช่น “ทำให้ดี” หรือ “บริการให้ประทับใจ”

สร้าง Training Program

กำหนดเนื้อหา วิธีสอน ระยะเวลา และเกณฑ์การสอบผ่าน

ใช้อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีช่วยลดความแตกต่าง

เช่น ใช้เครื่องมือวัด ระบบ POS โปรแกรมจัดตาราง หรือวัตถุดิบสำเร็จรูป เพื่อลดการพึ่งพาทักษะเฉพาะบุคคล

ทดลองกับพนักงานใหม่

ให้พนักงานที่ไม่มีประสบการณ์เดิมเรียนรู้จากระบบ แล้วตรวจสอบว่าสามารถสร้างผลลัพธ์ตามมาตรฐานได้หรือไม่

สร้างระบบ Coach และ Audit

ในบางธุรกิจ ไม่สามารถฝึกครั้งเดียวแล้วจบ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญติดตามและพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจแบบไหนยังไม่ควรรีบขายแฟรนไชส์

ธุรกิจอาจยังไม่ควรเริ่มขายแฟรนไชส์ หากมีลักษณะดังต่อไปนี้

ยังขาดทุนต่อเนื่อง

หากสาขาต้นแบบยังไม่สามารถสร้างกำไร การขยายจะนำโมเดลที่มีปัญหาไปทำซ้ำ

ไม่มีข้อมูลต้นทุนที่แท้จริง

หากไม่รู้ต้นทุน ค่าแรง ค่าเช่า และกำไร จะไม่สามารถนำเสนอผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ลงทุนได้

ยังเปลี่ยนสูตรหรือโมเดลบ่อย

หากสินค้า ราคา รูปแบบร้าน หรือกลุ่มลูกค้ายังเปลี่ยนตลอด แสดงว่าโมเดลอาจยังอยู่ในช่วงทดลอง

พึ่งพาเจ้าของเกือบทุกเรื่อง

หากเจ้าของหยุดงานแล้วร้านทำงานไม่ได้ ธุรกิจยังไม่พร้อมถ่ายทอด

Supply Chain ยังไม่แน่นอน

หากวัตถุดิบขาดบ่อย กำลังการผลิตไม่พอ หรือขนส่งต่างจังหวัดไม่ได้ ควรแก้ระบบก่อนขยาย

ไม่มีทีมดูแล Franchisee

การขายสิทธิ์โดยไม่มีทีมอบรม สนับสนุน และตรวจมาตรฐาน อาจสร้างปัญหาในระยะยาว

ต้องใช้พนักงานที่หายากมาก

หากแต่ละสาขาต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่หาได้ยาก ต้องมีแผน Recruitment และ Training ที่รองรับก่อน

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับทำเลเดียว

หากร้านสำเร็จจากทำเลพิเศษ ควรทดลองในทำเลอื่นก่อนสรุปว่าโมเดลสามารถขยายได้

เจ้าของต้องการเพียงเงินค่าแฟรนไชส์

หากเป้าหมายหลักคือการได้เงินก้อน โดยไม่พร้อมสนับสนุนผู้ลงทุน ธุรกิจไม่ควรรีบใช้โมเดลแฟรนไชส์

Checklist: ธุรกิจของคุณพร้อมทำแฟรนไชส์หรือยัง

ลองตอบคำถามต่อไปนี้ด้วยคำว่า “ใช่” หรือ “ยังไม่ใช่”

ด้านตลาดและแบรนด์

  • ธุรกิจมีลูกค้าจริงและมีการซื้อซ้ำ
  • จุดขายของแบรนด์อธิบายได้ชัดเจน
  • ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพราะรู้จักเจ้าของเท่านั้น
  • สินค้าหรือบริการมีโอกาสขายในพื้นที่อื่น
  • ชื่อและเครื่องหมายการค้ามีความพร้อม

ด้านการเงิน

  • มีข้อมูลยอดขายย้อนหลัง
  • รู้ต้นทุนสินค้าและบริการ
  • รู้ค่าแรงและค่าเช่าที่เหมาะสม
  • รู้กำไรต่อเดือน
  • รู้จุดคุ้มทุน
  • รู้เงินลงทุนทั้งหมด
  • สามารถคำนวณระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ

ด้านระบบ

  • มีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน
  • พนักงานสามารถบริหารงานโดยไม่มีเจ้าของอยู่ตลอดเวลา
  • สามารถฝึกพนักงานใหม่ได้
  • มีมาตรฐานสินค้าและบริการ
  • มี Checklist หรือ SOP บางส่วนแล้ว
  • มีระบบจัดการข้อร้องเรียน
  • มีระบบตรวจคุณภาพ

ด้าน Supply Chain

  • วัตถุดิบสามารถรองรับการขยาย
  • มีระบบสั่งซื้อที่ชัดเจน
  • สามารถส่งสินค้าไปยังพื้นที่เป้าหมาย
  • มี Vendor สำรอง
  • รู้ต้นทุนขนส่ง
  • มีมาตรฐานการจัดเก็บสินค้า

ด้านการสนับสนุน

  • มีคนรับผิดชอบการอบรม
  • มีทีมช่วยเปิดสาขา
  • มีระบบช่วยผู้ลงทุนหลังเปิด
  • มีแผนการตลาดส่วนกลาง
  • มีคนตรวจมาตรฐาน
  • มีระบบติดตามข้อมูลยอดขาย

ด้านเจ้าของธุรกิจ

  • พร้อมแบ่งปัน Know-how
  • พร้อมบริหารความสัมพันธ์กับผู้ลงทุน
  • พร้อมลงทุนพัฒนาระบบ
  • พร้อมสร้างทีมส่วนกลาง
  • พร้อมรับผิดชอบต่อคุณภาพของทุกสาขา
  • พร้อมพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

หากตอบว่า “ใช่” ได้มากกว่า 70–80% ธุรกิจอาจมีพื้นฐานที่ดีในการเริ่มวิเคราะห์และพัฒนาระบบแฟรนไชส์

หากยังตอบว่า “ยังไม่ใช่” หลายข้อ ควรนำรายการเหล่านั้นมาจัดลำดับว่าเรื่องใดต้องปรับก่อนเริ่มขายสิทธิ์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับธุรกิจที่สามารถทำแฟรนไชส์ได้

ธุรกิจเล็กสามารถทำแฟรนไชส์ได้หรือไม่

ได้ ขนาดของธุรกิจไม่ใช่ปัจจัยตัดสินหลัก ธุรกิจขนาดเล็กสามารถทำแฟรนไชส์ได้ หากโมเดลสร้างรายได้จริง มีระบบ และสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นทำตามได้

ร้านเพิ่งเปิดสามารถทำแฟรนไชส์ได้หรือไม่

สามารถเริ่มวางแผนและจัดระบบได้ แต่ไม่ควรรีบขายสิทธิ์ก่อนมีข้อมูลจากการดำเนินงานจริงเพียงพอ ควรผ่านช่วงเวลาที่เห็นทั้งยอดขาย ต้นทุน ฤดูกาล และปัญหาหน้างานก่อน

มีเพียงหนึ่งสาขาสามารถขายแฟรนไชส์ได้หรือไม่

อาจทำได้ หากสาขาต้นแบบมีข้อมูลครบและระบบผ่านการทดลองแล้ว แต่การมีสาขามากกว่าหนึ่งแห่งจะช่วยพิสูจน์ว่าโมเดลสามารถทำซ้ำในทำเลและทีมงานที่แตกต่างกันได้

ร้านยังไม่มีกำไรทำแฟรนไชส์ได้หรือไม่

ควรปรับ Unit Economics ให้เหมาะสมก่อน เพราะผู้รับแฟรนไชส์จะนำโมเดลเดิมไปทำซ้ำ หากสาขาต้นแบบยังไม่มีกำไร การขยายอาจเพิ่มปัญหาแทนการแก้ปัญหา

ธุรกิจบริการสามารถทำแฟรนไชส์ได้หรือไม่

ได้ หากสามารถกำหนดมาตรฐานการบริการ อบรมพนักงาน ตรวจคุณภาพ และสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ใกล้เคียงกันทุกสาขา

ธุรกิจออนไลน์สามารถทำแฟรนไชส์ได้หรือไม่

บางธุรกิจออนไลน์อาจพัฒนาเป็นแฟรนไชส์ได้ หากมีพื้นที่บริการ ระบบปฏิบัติงาน และบทบาทของผู้ลงทุนในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน แต่บางโมเดลอาจเหมาะกับ License, Agency หรือ Dealer มากกว่า

ต้องจดเครื่องหมายการค้าก่อนหรือไม่

ควรตรวจสอบและเตรียมสิทธิ์ในชื่อและโลโก้ให้ชัดเจนก่อนขยาย เพราะเครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินสำคัญที่ผู้รับแฟรนไชส์จะได้รับอนุญาตให้ใช้

ธุรกิจที่เป็นกระแสทำแฟรนไชส์ได้หรือไม่

ทำได้ แต่ต้องประเมินว่าความต้องการจะอยู่ได้นานเพียงใด และโมเดลยังสามารถสร้างยอดขายหลังจากกระแสลดลงหรือไม่ ไม่ควรใช้ยอดขายช่วงกระแสสูงเป็นตัวแทนผลประกอบการปกติ

ต้องมี SOP ก่อนเริ่มขายแฟรนไชส์หรือไม่

ควรมีอย่างน้อยในกระบวนการสำคัญก่อนส่งมอบให้ผู้ลงทุน เพื่อให้สามารถอบรมและควบคุมมาตรฐานได้อย่างเป็นระบบ

ทำแฟรนไชส์แล้วเจ้าของต้องช่วยผู้ลงทุนตลอดหรือไม่

เจ้าของต้องให้การสนับสนุนตามขอบเขตที่ตกลงไว้ใน Proposal และสัญญา เช่น การอบรม การเปิดร้าน การตลาด ระบบ และการควบคุมมาตรฐาน แต่ควรกำหนดให้ชัดว่าหน้าที่ใดเป็นของสำนักงานใหญ่และหน้าที่ใดเป็นของผู้รับแฟรนไชส์

สรุป: ธุรกิจที่ทำแฟรนไชส์ได้ ต้องไม่ได้มีแค่สินค้าที่ขายดี

ธุรกิจแบบไหนสามารถทำเป็นแฟรนไชส์ได้ คำตอบคือ ธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนความสำเร็จของร้านหรือเจ้าของ ให้กลายเป็นระบบที่บุคคลอื่นสามารถเรียนรู้ ทำตาม และสร้างผลลัพธ์ได้

ธุรกิจที่พร้อมควรมี

  • ตลาดรองรับ
  • จุดขายชัดเจน
  • ตัวเลขทางการเงินจริง
  • สาขาต้นแบบ
  • Unit Economics ที่เหมาะสม
  • ขั้นตอนที่ถ่ายทอดได้
  • SOP และคู่มือ
  • Supply Chain
  • ระบบอบรม
  • ระบบควบคุมมาตรฐาน
  • ทีมสนับสนุน
  • เจ้าของที่พร้อมบริหารเครือข่าย

ไม่จำเป็นต้องรอให้ธุรกิจมีขนาดใหญ่มากจึงเริ่มวางระบบ แต่ไม่ควรรีบขายแฟรนไชส์เพียงเพราะร้านกำลังขายดีหรือมีคนเข้ามาสอบถาม

การเริ่มต้นที่เหมาะสมคือการประเมินธุรกิจตามข้อเท็จจริง วิเคราะห์สิ่งที่พร้อมแล้ว และระบุสิ่งที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมก่อนรับเงินลงทุนจากบุคคลอื่น

ประเมินความพร้อมในการสร้างแฟรนไชส์กับ FRANZBIZ

หากคุณมีธุรกิจที่ต้องการขยาย แต่ยังไม่แน่ใจว่าโมเดลพร้อมทำแฟรนไชส์หรือไม่ FRANZBIZ สามารถช่วยวิเคราะห์ความพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่น

  • โมเดลธุรกิจ
  • ผลประกอบการของสาขาต้นแบบ
  • Unit Economics
  • Franchise Package
  • Franchise Fee และค่าธรรมเนียม
  • SOP และ Franchise Manual
  • Supply Chain
  • การอบรม
  • สัญญาและเอกสาร
  • การตลาดและกระบวนการขายแฟรนไชส์

ก่อนเริ่มพัฒนาระบบ ควรประเมินให้ชัดว่าธุรกิจอยู่ในขั้นใด และควรปรับเรื่องใดก่อน เพื่อให้การขยายแฟรนไชส์เป็นการสร้างเครือข่ายที่แข็งแรง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสาขา

ปรึกษาทีม FRANZBIZ เพื่อประเมินว่าธุรกิจของคุณพร้อมทำแฟรนไชส์แล้วหรือยัง

[บริการ Franchise Development]

ข่าวอื่นๆ

ROI TOOL คำนวนการคืนทุนเบื้องต้น

Total Investment งบลงทุนรวม (THB) Duration of the franchise agreement อายุสัญญา ( ใส่จำนวน ปี เช่น 3 )
Rental/ ค่าเช่า (THB)
Wage/ ค่าแรง (THB)
Material cost/ ต้นทุนวัตถุดิบ % (ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 40)
Others/ค่าใช้จ่ายอื่นๆ % ( ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 4 )
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน (THB)

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน:

My ROI is (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

TOTAL INVESTMENT งบลงทุนรวม:
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน:
Monthly Cost ต้นทุนรายเดือน:
Monthly Profit กำไรต่อเดือน:
Duration of franchise agreement อายุสัญญา:
Breakeven จุดคุ้มทุน:
ติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนแฟรนไชส์

Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253