เปิดร้านควรมีเงินทุนหมุนเวียนกี่เดือน? คำนวณอย่างไร

ควรเตรียมเงินทุนหมุนเวียนกี่เดือนก่อนเปิดร้าน?

มีเงินพอสำหรับ Franchise Fee ค่าตกแต่ง และอุปกรณ์ แล้ว แปลว่าพร้อมเปิดร้านหรือยัง?

คำตอบคือ ยังไม่เสมอไป

เพราะหลังจากเปิดร้านแล้ว ธุรกิจยังมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทุกเดือน ไม่ว่าจะขายดีหรือยังไม่ถึงเป้าก็ตาม เช่น

  • ค่าเช่า
  • เงินเดือนพนักงาน
  • ค่าน้ำและค่าไฟ
  • ค่าวัตถุดิบ
  • ค่าการตลาด
  • Royalty Fee
  • Marketing Fee
  • Software
  • ค่าขนส่ง
  • ค่าใช้จ่ายประจำอื่น ๆ

ในขณะที่รายได้ของร้านใหม่อาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะสร้างฐานลูกค้าและเข้าสู่ระดับยอดขายตามเป้าหมาย

ดังนั้นเงินที่ใช้ “เปิดร้าน” กับเงินที่ใช้ “ทำให้ร้านอยู่รอดหลังเปิด” จึงเป็นคนละก้อนกัน

เงินก้อนหลังนี้เรียกว่า เงินทุนหมุนเวียน หรือ Working Capital

แล้วควรเตรียมไว้กี่เดือน?

โดยหลักการ ไม่มีจำนวนเดือนตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ แต่ในการวางแผนเบื้องต้น เจ้าของธุรกิจควรทำ Cash Flow Projection อย่างน้อยหลายเดือนหลังเปิด และพิจารณาว่า หากยอดขายต่ำกว่าที่คาด ธุรกิจยังมีเงินเพียงพอสำหรับดำเนินงานได้นานแค่ไหน


เงินทุนหมุนเวียน หรือ Working Capital คืออะไร?

ในบริบทของการเปิดร้านใหม่ เงินทุนหมุนเวียนคือ เงินที่เตรียมไว้สำหรับรองรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจหลังเปิดร้าน

ตัวอย่างเช่น

คุณลงทุนเปิดร้านไปแล้ว 800,000 บาท

ร้านเปิดวันที่ 1 มกราคม

แม้ร้านจะเริ่มขายได้ตั้งแต่วันแรก แต่คุณยังต้องจ่าย

ค่าเช่า
ค่าแรง
วัตถุดิบ
ค่าน้ำไฟ
Marketing
Royalty
Software

ในเดือนมกราคมทันที

หากรายได้เดือนแรกยังไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนต่างต้องมาจากเงินทุนหมุนเวียนที่เตรียมไว้

ดังนั้น Working Capital จึงมีหน้าที่สำคัญคือ ช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ยังไม่เพียงพอหรือยังไม่สม่ำเสมอ


เงินเปิดร้าน ≠ เงินทุนหมุนเวียน

นักลงทุนมือใหม่มักรวมเงินสองก้อนนี้เข้าด้วยกัน

สมมติว่ามีงบทั้งหมด

1,000,000 บาท

แล้วใช้ไปกับ

  • Franchise Fee 200,000 บาท
  • ตกแต่ง 400,000 บาท
  • Equipment 250,000 บาท
  • Initial Stock 100,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายก่อนเปิด 50,000 บาท

รวมพอดี

1,000,000 บาท

ร้านเปิดได้จริง

แต่บัญชีเหลือ 0 บาท

เดือนถัดไปยังต้องจ่ายค่าเช่า เงินเดือน วัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายอื่น

นี่คือสถานการณ์ที่เรียกว่า

“มีเงินเปิดร้าน แต่ไม่มีเงินเดินร้าน”

และเป็นความเสี่ยงที่ควรวางแผนตั้งแต่ก่อนลงทุน


แล้วควรมีเงินทุนหมุนเวียนกี่เดือน?

คำตอบที่ถูกต้องคือ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและความเสี่ยงของแต่ละธุรกิจ

แต่เพื่อใช้เป็นกรอบวางแผน สามารถแบ่งได้ประมาณนี้

1–2 เดือน

ค่อนข้างตึง และมี Buffer น้อย

หากยอดขายต่ำกว่าแผน หรือมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ธุรกิจอาจเริ่มมีปัญหาสภาพคล่องได้เร็ว

3 เดือน

เป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถใช้เป็น Minimum Planning Scenario สำหรับบางธุรกิจได้ แต่ต้องดูว่าร้านมี Fixed Cost สูงหรือไม่ และคาดว่าจะเข้าสู่ Break-even เร็วแค่ไหน

4–6 เดือน

ช่วยให้ธุรกิจมี Buffer มากขึ้นสำหรับช่วง Ramp-up และรองรับกรณียอดขายช่วงแรกต่ำกว่าที่ประมาณไว้

มากกว่า 6 เดือน

อาจเหมาะกับธุรกิจที่มี Fixed Cost สูง ใช้เวลาสร้างฐานลูกค้านาน หรือมีความไม่แน่นอนของยอดขายสูง

ดังนั้นไม่ควรใช้สูตรว่า

“ทุกธุรกิจต้องมีเงินสำรอง 6 เดือน”

แต่ควรคิดว่า

“ถ้าธุรกิจของเรายังไม่ถึง Break-even ตามแผน เงินที่มีจะทำให้ร้านอยู่ได้นานกี่เดือน?”

คำถามนี้มีประโยชน์กว่ามาก


ทำไม 3–6 เดือนจึงมักถูกใช้เป็นกรอบวางแผน?

เพราะร้านใหม่ไม่ได้เข้าสู่ยอดขายเต็มศักยภาพทันทีเสมอไป

ช่วงแรกอาจต้องผ่าน

Opening

Trial

Customer Acquisition

Repeat Purchase

Stable Sales

ในช่วงนี้ยอดขายอาจขึ้นลงและยังไม่สามารถคาดการณ์ได้แม่นยำ

การมีเงินสำรองจึงช่วยให้เจ้าของร้านไม่ต้องตัดสินใจจากปัญหา Cash Flow ระยะสั้น เช่น

  • ลดพนักงานเร็วเกินไป
  • หยุด Marketing
  • ลด Stock มากเกินไป
  • กู้เงินฉุกเฉิน
  • เติมเงินส่วนตัวทุกเดือน

อย่างไรก็ตาม จำนวนเดือนที่เหมาะสมต้องมาจาก Financial Projection ของธุรกิจนั้นจริง ๆ


วิธีคำนวณเงินทุนหมุนเวียนแบบง่าย

เริ่มจากหาว่า ธุรกิจต้องใช้เงินสดต่อเดือนเท่าไร

ตัวอย่าง:

ค่าใช้จ่าย ต่อเดือน
ค่าเช่า 40,000 บาท
เงินเดือนพนักงาน 80,000 บาท
ค่าน้ำไฟ 15,000 บาท
Marketing 15,000 บาท
Software / POS 5,000 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่น 15,000 บาท
รวม Fixed / Semi-fixed Cost 170,000 บาท

หากต้องการมี Buffer 3 เดือนแบบ Conservative ง่าย ๆ

170,000 × 3 = 510,000 บาท

ถ้า 6 เดือน

170,000 × 6 = 1,020,000 บาท

แต่ต้องระวังว่า นี่ไม่ใช่จำนวน Working Capital ที่ธุรกิจต้องเตรียมจริงแบบอัตโนมัติ

เพราะในความเป็นจริงร้านยังมีรายได้เข้ามาระหว่างทาง

วิธีที่แม่นยำกว่าคือทำ Monthly Cash Flow Projection


อย่าคำนวณ Working Capital ด้วยค่าใช้จ่ายอย่างเดียว

สมมติร้านมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 170,000 บาท

ไม่ได้หมายความว่าต้องสำรอง

170,000 × 6 เดือน = 1,020,000 บาท

เสมอไป

เพราะร้านอาจสร้างรายได้อยู่แล้ว

ตัวอย่างเช่น

เดือน 1 ขาดเงิน 100,000 บาท
เดือน 2 ขาดเงิน 70,000 บาท
เดือน 3 ขาดเงิน 40,000 บาท
เดือน 4 ขาดเงิน 20,000 บาท
เดือน 5 Break-even
เดือน 6 เริ่มมีกำไร

ในกรณีนี้ Cash Deficit สะสมก่อนถึง Break-even คือประมาณ

230,000 บาท

ดังนั้น Working Capital ที่ต้องใช้จริงจะสัมพันธ์กับ Cash Flow Gap มากกว่าการเอาค่าใช้จ่ายทั้งเดือนคูณจำนวนเดือนอย่างเดียว

และควรมี Buffer เพิ่มสำหรับเหตุการณ์ที่ผลประกอบการต่ำกว่าแผนด้วย


วิธีคำนวณ Working Capital ที่เหมาะกว่า

ก่อนเปิดร้าน ลองทำตารางอย่างน้อย 6–12 เดือน

เดือน รายรับ รายจ่าย Cash Flow
เดือน 1 150,000 250,000 -100,000
เดือน 2 190,000 250,000 -60,000
เดือน 3 220,000 250,000 -30,000
เดือน 4 250,000 250,000 0
เดือน 5 280,000 255,000 +25,000
เดือน 6 300,000 260,000 +40,000

จากตัวอย่างนี้ ธุรกิจต้องรองรับ Cash Flow ติดลบสะสมประมาณ

190,000 บาท

แต่ถ้าเตรียมเพียง 190,000 บาทพอดี ก็แทบไม่มี Margin for Error

จึงควรเพิ่ม Contingency Buffer สำหรับกรณี

  • เปิดร้านล่าช้า
  • ยอดขายต่ำกว่าคาด
  • Equipment เสีย
  • ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประมาณ
  • ต้องเพิ่ม Marketing
  • วัตถุดิบปรับราคา

อย่าทำ Financial Projection แค่ Best Case

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือใช้ยอดขายที่แบรนด์คาดการณ์มาเป็น Scenario เดียว

สมมติคาดว่า

ยอดขายเดือนละ 400,000 บาท

ควรลอง Stress Test เพิ่ม เช่น

Base Case

ยอดขาย 400,000 บาท

Scenario -20%

ยอดขาย 320,000 บาท

Scenario -40%

ยอดขาย 240,000 บาท

จากนั้นดูว่าในแต่ละ Scenario

  • กำไร/ขาดทุนเท่าไร
  • เงินสดติดลบเดือนละเท่าไร
  • Break-even เมื่อไร
  • เงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้เพิ่มเป็นเท่าไร

วิธีนี้ช่วยตอบคำถามว่า

“ถ้าธุรกิจไม่เป็นไปตามแผน เรายังอยู่ได้หรือไม่?”


ค่าอะไรบ้างที่ควรรวมในเงินทุนหมุนเวียน?

อย่าคิดเฉพาะค่าเช่าและเงินเดือน

ควรประเมินอย่างน้อย

ค่าเช่า

เกิดขึ้นทุกเดือน ไม่ว่ายอดขายจะเป็นอย่างไร

ค่าแรง

รวมเงินเดือน OT สวัสดิการ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน

วัตถุดิบและสินค้า

ต้องมีเงินซื้อ Stock รอบใหม่ก่อนที่รายได้ทั้งหมดจะกลับมาเป็นเงินสดในบางโมเดล

ค่าน้ำและค่าไฟ

โดยเฉพาะ F&B ที่ใช้ Refrigeration, Air Conditioning และ Equipment จำนวนมาก

Marketing

ร้านใหม่มักต้องทำการตลาดต่อเนื่องเพื่อสร้างฐานลูกค้า ไม่ใช่ทำเฉพาะวันเปิด

Royalty Fee

หากคิดเป็น % ของยอดขาย ต้องใส่ไว้ใน Projection

Marketing Fee

หากระบบแฟรนไชส์มีการเก็บ ต้องรวมไว้ด้วย

Software / POS

อาจเป็น Subscription รายเดือน

Maintenance

Equipment บางประเภทต้องมีค่าซ่อมและบำรุง

ค่าใช้จ่ายอื่น

เช่น Accounting, Internet, Cleaning, Pest Control หรือค่าใช้จ่ายเฉพาะของธุรกิจนั้น


ธุรกิจแบบไหนควรมี Buffer มากขึ้น?

จำนวนเดือนที่ควรสำรองขึ้นอยู่กับความเสี่ยง

1. ร้านที่มี Fixed Cost สูง

เช่น ร้านใหญ่ ค่าเช่าสูง และมีพนักงานหลายคน

แม้ยอดขายลดลง ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังคงอยู่

จึงควรมี Buffer มากกว่าธุรกิจที่ปรับต้นทุนตามยอดขายได้ง่าย


2. ธุรกิจที่ใช้เวลาสร้างฐานลูกค้า

ธุรกิจบางประเภทไม่ได้ขายจาก Walk-in ทันที

เช่น บริการบางประเภท หรือธุรกิจการศึกษาที่ต้องสร้าง Enrollment

ระยะ Ramp-up อาจนานกว่า F&B บางโมเดล

จึงต้องวาง Working Capital ให้สัมพันธ์กับ Sales Cycle


3. ธุรกิจที่มี Seasonality

บางธุรกิจขายดีเฉพาะบางฤดูกาล

หากเปิดในช่วง Low Season อาจต้องมีเงินสำรองมากกว่าปกติ


4. ธุรกิจที่มี Stock สูง

เงินอาจถูกเปลี่ยนจาก Cash ไปเป็น Inventory

หากสินค้าขายช้า เงินทุนหมุนเวียนจะถูกล็อกอยู่ใน Stock


5. ร้านที่ต้องใช้ Manager

หากเจ้าของไม่ได้ลงบริหารเองและต้องจ้าง Manager ตั้งแต่วันแรก Fixed Cost จะสูงขึ้น

ต้องนำต้นทุนนี้เข้ามาคำนวณ Working Capital ด้วย


แล้วแฟรนไชส์ควรเตรียม Working Capital ต่างจากธุรกิจเปิดเองหรือไม่?

หลักการเรื่อง Cash Flow เหมือนกัน

ข้อได้เปรียบของแฟรนไชส์คือ หาก Franchisor มีข้อมูลจากสาขาที่เปิดจริง อาจช่วยให้ผู้ลงทุนประมาณการได้ดีขึ้น เช่น

  • Average Sales
  • Food Cost
  • Labor Cost
  • Rent Ratio
  • Ramp-up Period
  • Break-even Sales

แต่ผู้ลงทุนไม่ควรนำตัวเลขจากสาขาอื่นมาใช้กับตัวเองทันที

เพราะ

ทำเลต่างกัน
ค่าเช่าต่างกัน
ค่าแรงต่างกัน
ยอดขายต่างกัน
รูปแบบร้านต่างกัน

จึงควรทำ Financial Model สำหรับสาขาที่กำลังจะลงทุนจริงอีกครั้ง


อย่าเอาเงินสำรองส่วนตัวทั้งหมดมาเป็น Working Capital

อีกเรื่องที่ควรแยกให้ชัดคือ

เงินสำรองธุรกิจ กับ เงินสำรองส่วนตัว

ถ้าคุณมีเงินทั้งหมด 2 ล้านบาท และใช้

1.5 ล้านบาทเปิดร้าน
500,000 บาทเป็น Working Capital

แปลว่าเงินสำหรับธุรกิจหมดทั้ง 2 ล้านบาท

หากไม่มีเงินสำรองส่วนตัวแยกไว้เลย ความเสี่ยงทางการเงินจะสูงขึ้น เพราะหากธุรกิจต้องใช้เงินมากกว่าคาด คุณอาจต้องนำเงินสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาเติมร้าน

ดังนั้นการประเมิน “งบที่พร้อมลงทุน” ควรพิจารณาฐานะทางการเงินโดยรวม ไม่ใช่เพียงเงินที่สามารถนำออกมาได้ทั้งหมด


เปิดร้านแล้วขายดี ยังต้องมี Working Capital ไหม?

ควรมี

เพราะ “ขายดี” ไม่ได้หมายความว่า Cash Flow จะเป็นบวกทันทีเสมอไป

ตัวอย่างเช่น

  • ต้องซื้อ Stock ล่วงหน้า
  • มี Credit Term
  • ต้องจ่าย Supplier ก่อน
  • มีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่บางช่วง
  • ต้องเติมสินค้าเพื่อรองรับยอดขายที่โตขึ้น

ธุรกิจที่กำลังเติบโตเร็วบางครั้งกลับต้องใช้ Working Capital เพิ่มขึ้น เพราะต้องซื้อวัตถุดิบ จ้างพนักงาน และเพิ่ม Capacity ก่อนที่จะรับรายได้เต็มจำนวน


สัญญาณว่า Working Capital ที่เตรียมไว้อาจน้อยเกินไป

หาก Financial Plan ของคุณมีลักษณะเหล่านี้ ควรกลับไปทบทวนอีกครั้ง

  • เงินเหลือแทบเป็นศูนย์ในวันเปิด
  • ต้องทำยอดขายถึงเป้าตั้งแต่เดือนแรก
  • ไม่มี Scenario ยอดขายต่ำกว่าเป้า
  • ไม่มีเงินสำหรับ Marketing หลังเปิด
  • ไม่มีงบฉุกเฉิน
  • ต้องใช้ Credit Card หรือเงินกู้ส่วนตัวทันทีหากร้านขาดทุนหนึ่งเดือน
  • ไม่รู้ Break-even Sales
  • ไม่รู้ Fixed Cost ต่อเดือน
  • คำนวณจากยอดขาย แต่ไม่ได้ทำ Cash Flow

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะล้มเหลว แต่แปลว่า Margin for Error ต่ำมาก


ตัวอย่าง: ร้านลงทุน 1 ล้านบาท ควรเตรียมเงินจริงเท่าไร?

สมมติ

ค่าเปิดร้านทั้งหมด = 1,000,000 บาท

หลังเปิดมีค่าใช้จ่ายประมาณ

200,000 บาท/เดือน

และคาดการณ์ Cash Flow:

เดือน 1 = -100,000
เดือน 2 = -70,000
เดือน 3 = -40,000
เดือน 4 = -20,000
เดือน 5 = Break-even

Cash Deficit สะสม =

230,000 บาท

หากเพิ่ม Buffer อีกส่วนหนึ่งสำหรับความคลาดเคลื่อน เช่น 20–30%

Working Capital อาจต้องเตรียมประมาณ

276,000–299,000 บาท

ดังนั้นเงินที่ต้องเตรียมสำหรับโครงการนี้อาจไม่ได้มีเพียง

1,000,000 บาท

แต่อาจอยู่ประมาณ

1.28–1.30 ล้านบาท

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่คำแนะนำว่าทุกธุรกิจต้องสำรองเงินในสัดส่วนนี้


5 ขั้นตอนวาง Working Capital ก่อนเปิดร้าน

STEP 1 — หา Total Investment

รู้ก่อนว่าต้องใช้เงินเท่าไรจนร้านพร้อมเปิด

STEP 2 — หา Monthly Operating Cost

รวมค่าใช้จ่ายประจำและค่าใช้จ่ายผันแปร

STEP 3 — ประมาณยอดขายเดือน 1–12

อย่าตั้งยอดขายเท่ากันทุกเดือน ให้คำนึงถึงช่วง Ramp-up

STEP 4 — ทำ Stress Test

ลองลด Sales Projection ลง 20–40%

STEP 5 — หา Maximum Cash Deficit

ดูว่าในจุดที่เงินสดติดลบมากที่สุด ต้องใช้เงินเพิ่มเท่าไร แล้วเตรียม Buffer เพิ่มอีกส่วนหนึ่ง

วิธีนี้ให้คำตอบที่ดีกว่าการถามเพียงว่า

“ควรสำรอง 3 เดือนหรือ 6 เดือน?”


ก่อนลงทุนแฟรนไชส์ ต้องมองทั้งเงินเปิดร้านและเงินหลังเปิด

การคำนวณ Working Capital เป็นเพียงหนึ่งส่วนของการประเมินแฟรนไชส์

ก่อนตัดสินใจยังควรวิเคราะห์

เงินลงทุนทั้งหมด
ยอดขายและกำไร
Break-even
ROI และ Payback
ทำเล
ระบบสนับสนุนของ Franchisor
เงื่อนไขสัญญา
ความเสี่ยงของธุรกิจ

หากกำลังอยู่ในช่วงเลือกแบรนด์ สามารถอ่านต่อได้ที่

ลงทุนแฟรนไชส์อย่างไร? คู่มือเลือกและวิเคราะห์ก่อนซื้อ


FAQ: เงินทุนหมุนเวียนก่อนเปิดร้าน

เปิดร้านควรมีเงินทุนหมุนเวียนกี่เดือน?

ไม่มีจำนวนเดือนที่เหมาะกับทุกธุรกิจ โดยเบื้องต้นอาจใช้ช่วง 3–6 เดือนเป็นกรอบสำหรับทำ Scenario แต่จำนวนเงินจริงควรคำนวณจากค่าใช้จ่าย กระแสเงินสด ระยะเวลาที่คาดว่าจะถึง Break-even และความเสี่ยงของธุรกิจนั้น

Working Capital รวมอยู่ในค่าเปิดร้านหรือไม่?

ไม่ควรคิดรวมกันโดยไม่แยกรายการ ค่าเปิดร้านคือเงินที่ทำให้ธุรกิจพร้อมเปิด ส่วน Working Capital คือเงินสำหรับรองรับการดำเนินงานและสภาพคล่องหลังเปิด

ถ้ามีเงินพอเปิดร้าน แต่ไม่มี Working Capital ควรเปิดไหม?

ควรกลับมาประเมิน Financial Plan ก่อน เพราะหากยอดขายช่วงแรกต่ำกว่าเป้า ธุรกิจอาจขาดสภาพคล่องได้ แม้โมเดลธุรกิจจะมีศักยภาพในระยะยาว

เงินทุนหมุนเวียนคำนวณอย่างไร?

วิธีที่มีประโยชน์คือทำ Monthly Cash Flow Projection ประมาณรายรับและรายจ่ายในแต่ละเดือน แล้วดู Cash Deficit สะสมสูงสุดก่อนธุรกิจเข้าสู่ Break-even พร้อมเผื่อ Buffer สำหรับความคลาดเคลื่อน

ทำไมร้านขายดีแล้วยังขาดเงินสดได้?

เพราะยอดขายและ Cash Flow ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ธุรกิจอาจต้องซื้อ Stock ล่วงหน้า จ่าย Supplier จ้างพนักงาน หรือมีค่าใช้จ่ายเกิดก่อนรับเงินจากลูกค้า

ซื้อแฟรนไชส์ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนด้วยหรือไม่?

ควรเตรียม เพราะแม้แฟรนไชส์จะมีระบบและข้อมูลจากแบรนด์ แต่ผลประกอบการของสาขาใหม่ยังขึ้นอยู่กับทำเล ค่าใช้จ่าย การบริหาร และระยะเวลาที่ใช้สร้างฐานลูกค้า


มีงบลงทุนแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าควรแบ่งเงินเปิดร้านและเงินสำรองเท่าไร?

อย่าเพิ่งเลือกแฟรนไชส์จากคำว่า “งบถึง” เพียงอย่างเดียว

เพราะแฟรนไชส์ที่เหมาะกับเงินลงทุนของคุณ ควรเหลือพื้นที่ให้ทั้ง

ค่าเปิดร้าน + เงินทุนหมุนเวียน + เงินสำรอง

โดยไม่ทำให้โครงสร้างทางการเงินตึงเกินไป

หากคุณกำลังมองหาแฟรนไชส์และยังไม่แน่ใจว่า งบที่มีเหมาะกับแบรนด์หรือโมเดลแบบไหน

ปรึกษาและพูดคุยกับทีม FRANZBIZ

แจ้งทีมเราได้ว่า มีงบประมาณเท่าไร สนใจธุรกิจประเภทไหน ต้องการลงทุนพื้นที่ใด และวางแผนเริ่มเมื่อไร

ทีม FRANZBIZ ช่วยแนะนำตัวเลือกแฟรนไชส์ที่เหมาะกับ Requirement เบื้องต้น เพื่อให้คุณมีข้อมูลเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจลงทุน

ปรึกษาทีม FRANZBIZ

ข่าวอื่นๆ

ROI TOOL คำนวนการคืนทุนเบื้องต้น

Total Investment งบลงทุนรวม (THB) Duration of the franchise agreement อายุสัญญา ( ใส่จำนวน ปี เช่น 3 )
Rental/ ค่าเช่า (THB)
Wage/ ค่าแรง (THB)
Material cost/ ต้นทุนวัตถุดิบ % (ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 40)
Others/ค่าใช้จ่ายอื่นๆ % ( ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 4 )
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน (THB)

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน:

My ROI is (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

TOTAL INVESTMENT งบลงทุนรวม:
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน:
Monthly Cost ต้นทุนรายเดือน:
Monthly Profit กำไรต่อเดือน:
Duration of franchise agreement อายุสัญญา:
Breakeven จุดคุ้มทุน:
ติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนแฟรนไชส์

Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253