เปรียบเทียบชัดๆ แฟรนไชส์ 7-11 vs แฟรนไชส์ Family Mart อันไหนน่าลงทุนกว่ากัน


ธุรกิจร้านค้าปลีกสมัยใหม่หรือร้านสะดวกซื้อ ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ
และเมืองหลักที่มีความเป็นสังคมเมืองสูง ด้วยร้านสะดวกซื้อ สามารถตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบาย
สามารถซื้อสินค้าหลายประเภทในที่แห่งเดียว ตั้งแต่อาหาร ของใช้ส่วนบุคคล และของใช้ในครัวเรือน
นอกจากนี้ยังมีการบริการอีกมากมาย อาทิ จ่ายค่าน้ำค่าไฟ อินเตอร์เน็ตหรือแม้กระทั่งการรับส่งพัสดุ
อีกทั้งราคาสินค้าในร้านสะดวกซื้อมักต่ำกว่าร้านค้าปลีกดั้งเดิมหรือที่เราเรียกว่า โชห่วย อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ ร้านสะดวกซื้อเป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ที่มาแรง และมีคนสนใจลงทุนมากที่สุด
วันนี้แฟรนซ์บิซ จะพาทุกคนไปชม เปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสียกันชัดๆ กับ 2 แฟรนไชส์
ร้านสะดวกซื้อ ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในไทย
ข้อดีและจุดแข็ง 7-11
-เป็นร้านสะดวกซื้อแบบครบวงจร หรือ One Stop Service มีบริการอาหาร เครื่องดื่ม กาแฟสด
รวมถึงเคาน์เตอร์เซอร์วิส บริการรับชำระค่าบริการสาธารณูปโภคต่างๆ
-มีการจัดระบบค้าปลีกแบบมืออาชีพ มีระบบโปรแกรมposของเซเว่นโดยเฉพาะ
ช่วยจัดการบริหารสต๊อก,ความถูกต้องต่างๆได้เป็นอย่างดี
-มีการจัดอบรมพนักงานแบบเป็นระบบ เป็นมาตรฐาน ชนิดที่มีมหาวิทยาลัยผลิตบุคลากรด้านค้าปลีกโดยเฉพาะ
-มีภาพลักษณ์ของแบรนด์เซเว่นที่เข้มแข็งมาก
-มีการโฆษณาอย่างต่อเนื่อง
-มีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสียและจุดอ่อน 7-11
-เงินลงทุนเริ่มต้นที่เสียให้บริษัท มีให้เลือกลงทุน 2 รูปแบบ
รูปแบบที่ 1=1,500,000 บาท
รูปแบบที่ 2=2,650,000 บาท
-ต้องใช้เงินทุนที่สูงพอสมควร และควรเตรียมเงินทุนมากกว่าที่บริษัท กำหนดประมาณ 30% จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีความพร้อมด้านการลงทุน
-การปรับเปลี่ยนต่างๆ ต้องผ่านไปที่บริษัทแม่ก่อนดำเนินการ
-ต้องทุ่มเทเวลามากกว่าธุรกิจอื่นเพราะ 7-11 นั้นเปิด 24 ชม
-ต้องเสียส่วนแบ่งให้บริษัท 46%
ข้อดีและจุดแข็ง Family Mart
การร่วมกิจการกับเซ็นทรัลกรุ๊ป ทำธุรกิจมีความเข้มแข็งด้านการสร้างเครือข่ายสาขา 
และความได้เปรียบในด้าน BIG DATA ของกลุ่มเซ็นทรัลมีการนำ สินค้า อาหารต่างๆ
ในเครือเซ็นทรัลที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายของลูกค้ามาจำหน่ายให้บริการที่ร้านแฟมิลี่มาร์ท
ได้รับความร่วมมือจาก Central Food Retail  เข้ามาช่วยในการพัฒนาสินค้าเบอร์เกอรี่
และอาหารพร้อมทาน อาทิ อูด้งต่างๆด้วยเป้าหมายการเร่งขยายสาขาของบริษัท
ทำให้ผู้ลงทุนสามารถเป็นเจ้าของกิจการ Family Mart ได้ง่ายกว่า ด้วยงบลงทุนเริ่มต้นเพียง 440,000 บาท
มีการการันตีรายได้ 30,000 บาท/เดือน (ระยะเวลา 1 ปี)
ข้อเสียและจุดอ่อน Family Mart
เงินลงทุนเริ่มต้นที่เสียให้บริษัท มีให้เลือกลงทุน 3 รูปแบบ
รูปแบบที่ FC1 =5,000,000 บาท (รวมก่อสร้างร้าน)
รูปแบบที่ FC2=1,070,000 บาท
รูปแบบที่ FC3=440,000 บาท
-จำนวนสาขายังมีไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับ 7-11 ได้
-สาขาส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กรุงเทพและปริมณฑลเป็นหลัก
-การปรับเปลี่ยนต่างๆ ต้องผ่านไปที่บริษัทแม่ก่อนดำเนินการ
-ต้องทุ่มเทเวลามากกว่าธุรกิจอื่นเพราะ Family Mart นั้นเปิด 24 ชม
-รูปแบบ FC1 ต้องเสียส่วนแบ่งให้บริษัท 35%
มาถึงตรงนี้เพื่อนๆหลายๆคนคงอยากรู้ว่า ถ้าเป็นแพนจะเลือกอะไร
โดยแพนขอเลือกลงทุนกับแบรนด์มีภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่แข็งแกร่งมาก มีสาขาเยอะ
ทำให้ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับแรก จึงที่เป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า นั่นก็ได้แก่ 7-11 ค่ะ
สนใจให้แฟรนซ์บิซช่วยขยายธุรกิจ ปรึกษาแฟรนซ์บิซ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
โทรสอบถามฝ่ายขาย: 094-552-2253/ 094-494-2696
Line Official Account: @franzbiz (มี@)
Facebook: Franzbiz – Thailand’s franchising company
E-mail: franzbiz@franzbiz.com
Website: www.franzbiz.com

ROI TOOL คำนวนการคืนทุนเบื้องต้น

Total Investment งบลงทุนรวม (THB) Duration of the franchise agreement อายุสัญญา ( ใส่จำนวน ปี เช่น 3 )
Rental/ ค่าเช่า (THB)
Wage/ ค่าแรง (THB)
Material cost/ ต้นทุนวัตถุดิบ % (ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 40)
Others/ค่าใช้จ่ายอื่นๆ % ( ใส่ค่าเป็นจำนวนเปอเซนต์ เช่น 4 )
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน (THB)

Payback Period ระยะเวลาคืนทุน:

My ROI is (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

TOTAL INVESTMENT งบลงทุนรวม:
Monthly Revenue ยอดขายต่อเดือน:
Monthly Cost ต้นทุนรายเดือน:
Duration of franchise agreement อายุสัญญา:
Breakeven จุดคุ้มทุน:
ติดต่อที่ปรึกษาการลงทุนแฟรนไชส์

Line: @franzbiz
Call: 094-494-2696 / 094-552-2253